สุชาดาพนมมือขึ้นถวายอภิวาทพระสมณโคดม เพื่อแสดงความเคารพและการอุทิศตน นันทพาลาและเด็กคนอื่นๆ พร้อมกันพนมมือขึ้นหมอบถวายสักการะแด่พระบรมศาสดาอย่างสุดซึ้ง
พระสิทธัตถะทรงแสดงสัญญาณให้พวกเด็กๆ กลับมานั่งในท่าเดิมพลางตรัสว่า "พวกเธอทุกคนเป็นเด็กฉลาด และตถาคตมั่นใจว่าพวกเธอจะสามารถเข้าใจและปฏิบัติสิ่งที่ตถาคตจะแบ่งปันแก่พวกเธอ อริยมรรคที่เราได้ค้นพบนั้นเป็นนของลึกซึ้ง แต่ถ้าหากบุคคลใดก็ตามต้องการปรับเปลี่ยนความคิดและจิตใจของตนแล้ว พวกเขาก็จะสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามได้"
"เมื่อพวกเธอปอกเปลือกผลส้ม เธออาจจะกินผลส้มอย่างมีสติหรือขาดสติก็ได้ การกินผลส้มอย่างมีสตินั้นหมายความว่าอย่างไร เมื่อเธอกำลังกินผลส้ม เธอพึงรู้ว่าเธอกำลังกินผลส้มอยู่ เธอควรสัมผัสกลิ่นหอมและลิ้มรสหวานของผลส้มอย่างเต็มที่ ขณะปอกผลส้ม เธอพึงรู้ว่าเธอกำลังปอกผลส้มอยู่ เมื่อเธอหยิบกลีบส้มใส่ปาก เธอพึงรู้ว่าเธอกำลังหยิบกลีบส้มใส่ปาก เมื่อเธอได้สัมผัสกลิ่นหอมและรสหวานของส้ม เธอพึงรู้ว่าเธอกำลังสัมผัสกลิ่นหอมและลิ้มรสหวานของส้มอยู่ ผลส้มที่นันทพาลาถวายแก่ตถาคตนั้นมี ๙ กลีบ ตถาคตกินส้มแต่ละกลีบอย่างมีสติและได้เห็นคุณค่าความมหัศจรรย์ของส้ม ตถาคตไม่หลงลืมผลส้ม ดังนั้นผลส้มจึงเป็นสิ่งจริงยิ่งสำหรับตถาคต เมื่อผลส้มเป็นสิ่งจริง บุคคลผู้กำลังกินส้มก็เป็นบุคคลจริงด้วย นั่นแหละคือความหมายของการกินส้มอย่างมีสติ"
"นี่แน่ะเด็กๆ การกินส้มอย่างไม่มีสตินั้นหมายความว่าอย่างไร เมื่อเธอกำลังกินส้ม เธอก็ไม่รู้ว่าเธอกำลังกินส้มอยู่ เธอจึงไม่ได้สัมผัสกลิ่นหอมและรสหวานของส้ม เมื่อเธอปอกผลส้ม เธอก็ไม่รู้ว่าเธอกำลังปอกผลส้มอยู่ เมื่อเธอหยิบกลีบส้มเข้าปาก เธอก็ไม่รู้ว่าเธอกำลังหยิบกลีบส้มเข้าปาก เมื่อเธอได้กลิ่นหอมหรือลิ้มรสส้ม เธอก็ไม่รู้ว่าเธอกำลังได้รับกลิ่นหอมและรสหวานของส้มอยู่ เธอไม่สามารถรู้ซึ้งถึงคุณค่าและความมหัศจรรย์ของผลส้ม หากเธอไม่รู้ว่าเธอกำลังกินส้มอยู่ ส้มใบนั้นก็ไม่มีอยู่จริงด้วย ถ้าส้มใบนั้นไม่มีอยู่จริง บุคคลผู้กินส้มก็ไม่มีอยู่จริงด้วย เด็กๆ นั่นคือการกินส้มอย่างไม่มีสติ"
"นี่แน่ะเด็กๆ การกินส้มอย่างมีสติหมายความว่า ขณะกำลังกินส้มนั้น เธอได้สัมผัสกับส้มจริงๆ จิตของเธอมิได้คิดฟุ้งซ่านถึงวันวานหรือพรุ่งนี้ แต่ดำรงอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างเต็มที่ ผลส้มจึงปรากฏอยู่อย่างแท้จริง การอยู่อย่างมีสติหมายถึงการอยู่กับปัจจุบันขณะ ทั้งจิตและกายของเธอดำรงอยู่ ณ ที่นี่และเดี๋ยวนี้เท่านั้น"
"บุคคลผู้ฝีกสติสามารถเห็นสิ่งที่อยู่ในผลส้มซึ่งบุคคลอื่นไม่อาจมองเห็น บุคคลผู้มีสติสามารถเห็นต้นส้ม เห็นดอกส้มบานในฤดูใบไม้ผลิ เห็นแสงอาทิตย์และสายฝนซึ่งหล่อเลี้ยงต้นส้ม เมื่อมองลึกลงไป บุคคลสามารถเห็นสรรพสิ่งซึ่งก่อให้เกิดต้นส้ม เมื่อมองดูต้นส้ม บุคคลผู้ฝึกสติย่อมสามารถมองเห็นความมหัศจรรย์ทั้งมวลของจักรวาล และเห็นความสัมพันธ์กันของสรรพสิ่ง นี่แน่ะเด็กๆ ชีวิตประจำวันของพวกเราเหมือนกับส้มผลหนึ่ง เช่นเดียวกับที่ส้มผลหนึ่งประกอบด้วยหลายกลีบ วันแต่ละวันก็ประกอบด้วย ๒๔ ชั่วโมง ชั่วโมงหนึ่งเหมือนกับส้มกลีบหนึ่ง การใช้ชีวิตทั้ง ๒๔ ชั่วโมงในวันหนึ่งก็เหมือนกับการกินส้มทุกกลีบของส้มผลหนึ่ง หนทางที่ตถาคตค้นพบคือหนทางแห่งการใช้ชีวิตแต่ละชั่วโมงในหนึ่งวันอย่างมีสติ โดยจิตและการดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะตลอดเวลา หนทางที่ตรงกันข้ามคือการดำรงชีวิตอย่างขาดสติ ถ้าหากตถาคตมีชีวิตอย่างขาดสติ ตถาคตจะไม่รู้เลยว่าตถาคตมีชีวิตอยู่ ตถาคตไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์ได้เพราะจิตและกายของตถาคตไม่ได้อยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้"
"ดูกรสุชาดา บุคคลผู้ดำรงชีวิตอย่างมีสติย่อมรู้ว่าตนกำลังคิดอะไร พูดอะไร และทำอะไร บุคคลผู้นั้นย่อมสามารถหลีกเลี่ยงความคิด คำพูด และการกระทำ ที่ก่อความทุกข์แก่ตนเองและผู้อื่น"
ส่วนหนึ่งจากหนังสือ "คือเมฆสีขาว ทางก้าวเก่าแก่"
ประพันธ์โดย ติช นัท ฮันท์
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น