วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

กวีแห่งท้องทะเล

ในฤดูใบไม้ผลิปีต่อมา พระบรมศาสดาเสด็จกลับมาทางภาคตะวันออก ทรงประทับอยู่ ณ เมืองเวสาลีและจัมปา ทรงจาริกไปตามลำแม่น้ำมุ่งสู่ท้องทะเล จากนั้นทรงจาริกแสดงธรรมไปตามชายฝั่งทะเล วันหนึ่งขณะที่หมู่สงฆ์กำลังยืนอยู่ ณ ชายฝั่งทะเล พระอานนท์ได้ทูลถามว่า "ข้าแต่พระบรมศาสดา เมื่อได้สดับเสียงสายน้ำ และมองดูเกลียวคลื่น ข้าพเจ้าตามลมหายใจและดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะ ใจ-กายของข้าพเจ้ารู้สึกเบาสบายอย่างที่สุด ข้าพเจ้าพบว่าท้องทะเลช่วยฟื้นชีวิตใหม่ให้ข้าพเจ้า" พระพุทธองค์ทรงพยักพระพักตร์

วันต่อมาเหล่าพระภิกษุหยุดสนทนากับชาวประมง พระอานนท์ถามชาวประมงว่ามีความรู้สึกต่อทะเลอย่างไร ชายหาปลามีรูปร่างสูง หน้าตาดี ผิวสีทองเพราะต้องแดด เขากล่าวแก่พระอานนท์ว่า "ข้าพเจ้าชอบหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับท้องทะเล ประการแรก คือ หาดทรายซึ่งลาดเทลงไปทีละน้อยสู่ท้องทะเล ช่วยให้ชาวประมงสามารถเข็นเรือลงน้ำได้สะดวก และวางตาข่ายจับปลาได้ ประการที่ ๒ ท้องทะเลย่อมตั้งอยู่ในที่เดิม ท่านย่อมรู้ดีว่าจะไปหาทะเลได้ที่ไหน ประการที่ ๓ ท้องทะเลย่อมไม่รองรับซากศพ แต่จะซัดพาซากศพเหล่านั้นให้กลับคืนสู่ฝั่ง ประการที่ ๔ ท้องทะเลสามารถรองรับแม่น้ำทุกสาย เช่น คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู และมหิ แม่น้ำทุกสายล้วนไหลลงสู่ท้องทะเล แล้วสละทิ้งชื่อเดิมของตนเพื่อรับเอาชื่อแห่งท้องทะเลอันเดียวกัน ประการที่ ๕ แม่น้ำไหลลงสู่ท้องทะเลตลอดทั้งวันทั้งคืน แต่ระดับน้ำในทะเลยังคงเท่าเดิม ประการที่ ๖ ท้องทะเลมีรสเค็มเสมอ ประการที่ ๗ ท้องทะเลมีปะการังสวยงาม มีไข่มุกเม็ดใหญ่ และศิลามณีล้ำค่ามากมาย ประการที่ ๘ ท้องทะเลเป็นที่พักอาศัยของสิ่งมีชีวิตนับพัน ตั้งแต่สัตว์ใหญ่มหึมาขนาดยาวหลายร้อยฟุตลงไปจนถึงขนาดเล็กกว่ารูเข็มหรือฝุ่นละอองหนึ่ง พระเถระ ข้าพเจ้าคิดว่าท่านคงเห็นแล้วว่า ข้าพเจ้ารักท้องทะเลเพียงใด"

พระอานนท์ มองชายหาปลาด้วยความชื่นชม แม้เขาเป็นชาวประมงสามัญคนหนึ่ง แต่เขาก็เอ่ยถ้อยคำดั่งกวีคนหนึ่ง พระอานนท์หันไปทางพระบรมศาสดาพร้อมกับกราบทูลขึ้นว่า "ชายผู้นี้กล่าวสรรเสริญท้องทะเลได้บรรเจิดยิ่งนัก เขารักทะเลอย่างเดียวกับที่ข้าพเจ้ารักโพธิมรรค ขอให้พวกเราสดับฟังคำสอนของพระองค์มากกว่านี้เถิด"

พระบรมศาสดาทรงแย้มพระสรวล ทรงชี้ไปที่หมู่หินก้อนใหญ่พลางตรัสว่า "จงขึ้นไปนั่งบนก้อนศิลาเหล่านั้นสิ ขณะที่ตถาคตแสดงคุณลักษณะพิเศษของธรรมอันเป็นเครื่องตรัสรู้"

หมู่สงฆ์รวมทั้งชาวประมงปฏิบัติตามคำของพระบรมศาสดา เมื่อทุกคนนั่งลงแล้ว พระพุทธองค์ทรงเริ่มแสดงธรรม "เพื่อนชาวประมงของเราได้แสดงคุณลักษณะพิเศษของทะเลไว้ ๘ ประการ บัดนี้ตถาคตจักได้แสดงคุณลักษณะพิเศษ ๘ ประการของมรรควิถีแห่งการตรัสรู้ ประการแรก พระธรรมย่อมไม่ต่างจากท้องทะเล ซึ่งมีชายหาดลาดลงไปโดยลำดับ อันช่วยให้ชาวประมงชักลากลงสู่ทะเล หรือวางข่ายดักอวนในทะเลได้สะดวก ในแง่ของคำสอน ทุกๆ คนสามารถประสบความสำเร็จก้าวหน้าได้จากง่ายสู่ยาก จากต่ำขึ้นสูง จากระดับพื้นผิวสู่ระดับลึกซึ้ง ธรรมะใหญ่เพียงพอที่จะบรรจุทุกๆ สิ่ง ทุกคนสามารถเข้าสู่มรรค ไม่ว่าจะเป็นผู้เยาว์ หรือผู้สูงอายุ ผู้มีการศึกษา หรือผู้ไร้การศึกษา ทุกคนล้วนสามารถแสวงหาวิธีการที่เหมาะสมกับความต้องการส่วนตัวของเขาหรือเธอ

"ประการที่ ๒ ธรรมะก็ดุจเดียวกับท้องทะเล คือตั้งอยู่ในหลักแหล่งเดิม หลักคำสอนย่อมไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ศีลได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมาอย่างชัดเจน ธรรมะที่แท้ย่อมดำรงอยู่ตราบเท่าที่คนยังศึกษาและปฏิบัติตามหลักคำสอนและศีล วินัย ธรรมะย่อมไม่มีวันเสื่อมสูญ หรือเปลี่ยนย้ายที่ตั้ง

"ประการที่ ๓ เฉกเช่นเดียวกับท้องทะเลที่ไม่อุ้มซากศพเอาไว้ ธรรมะก็ไม่มีที่อาศัยให้แก่อวิชชา ความเกียจคร้าน หรือการทุศีล ผู้ใดก็ตามที่ไม่เพียรปฏิบัติธรรมแล้ว ในที่สุดจะพบว่าเขาไม่อาจอยู่ในหมู่สงฆ์ได้อีกต่อไป

"ประการที่ ๔ เฉกเช่นเดียวกับที่ท้องทะเลรองรับแม่น้ำทุกสายเสมอหน้ากัน ธรรมะย่อมต้อนรับบุคคลจากทุกชนชั้นวรรณะอย่างเท่าเทียมกัน และเฉกเช่นเดียวกับแม่น้ำที่ไหลลงสู่ทะเล แล้วทิ้งชื่อของพวกตนไว้เบื้องหลัง ผู้เข้าสู่อริยมรรคย่อมละทิ้งวรรณะ โคตรตระกูลและตำแหน่งฐานะไว้เบื้องหลังเพื่อน้อมรับสมณฉายา

"ประการที่ ๕ เฉกเช่นเดียวกับที่ระดับน้ำในทะเลอยู่คงที่เสมอ ธรรมะก็อยู่ในระดับคงที่เสมอไม่ว่าจะมีผู้ศรัทธามากหรือน้อยเพียงได เราไม่อาจวัดคุณค่าของธรรมะด้วยจำนวนของผู้ศรัทธา

"ประการที่ ๖ เฉกเช่นเดียวกับที่ทะเลมีรสเค็มอยู่เสมอ ธรรมะก็มีเพียงรสเดียว นั่นคือรสแห่งวิมุตติภาพ แม้ว่าธรรมะจะแสดงออกในหลากหลายวิธี และมีวิธีปฏิบัติมากมายก็ตาม หากคำสอนใดมิได้นำไปสู่ความหลุดพ้น คำสอนนั้นมิใช่คำสอนที่แท้จริง

"ประการที่ ๗ เฉกเช่นเดียวกับที่ท้องทะเลมีปะการัง ไข่มุกใหญ่ และศิลามณีอันล้ำค่า ธรรมะก็ทรงไว้ซึ่งคำสอนอันลุ่มลึกล้ำค่า ได้แก่ อริยสัจ ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และอริยมรรค ๘

"ประการที่ ๘ เฉกเช่นเดียวกับที่ท้องทะเลเป็นแหล่งพึ่งพิงของสรรพชีวิต ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตนั้นจะเล็กเท่าเม็ดทราย หรือใหญ่ยาวหลายร้อยฟุตก็ตาม ธรรมะก็เป็นที่พึ่งพิงของมวลมนุษย์ไม่ว่าคนพวกนั้นจะเป็นเด็กไร้การศึกษาหรือเป็นผู้ยิ่งใหญ่เช่นพระโพธิสัตว์มีนักศึกษาผู้เป็นศิษย์แห่งธรรมนับจำนวนไม่ถ้วนที่ได้บรรลุโสดาปัตติผล สกิทาคามีผล อนาคามีผล หรืออรหันตผล

"เฉกเช่นเดียวกับท้องทะเล ธรรมะเป็นแหล่งแห่งแรงบันดาลใจและเป็นแหล่งมหาสมบัติอันประมาณค่ามิได้"

พระอานนท์มหาเถระ พนมหัตถ์ขึ้นหันไปทางพระพุทธองค์ พลางกราบทูลว่า "ข้าแต่พระบรมศาสดา พระองค์ทรงเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและยังทรงเป็นกวีด้วย"

จากหนังสือ "คือเมฆสีขาว ทางก้าวเก่าแก่"
โดย ติช นัท ฮันท์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น