วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
บุคคลที่จะต้องปฏิบัติธรรม
อ.กำพล : คำถามข้อนี้เราอย่าไปมองนอกตัว มองตัวเราเป็นสำคัญ คำว่าบุคคลเนี่ย นั่นคือตัวเรา เราดูได้ บุคคลที่จะปฏิบัติธรรมเนี่ย ดูที่ตัวเราก่อน ถ้าหากว่า เกิดความแก่แล้ว ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพราก ถ้าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นกับเราแล้ว เราไม่เป็นทุกข์ล่ะก็ ไม่ต้องปฏิบัติธรรม แต่ถ้าอาการเหล่านี้ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพราก ถ้าเกิดกับตัวเรา ถ้าเราเป็นทุกข์ล่ะก็ เราต้องปฏิบัติธรรม และอีกประการหนึ่ง ถ้าหากว่าเราไม่ได้ดั่งใจหวัง ต้องเป็นไปตามกรรม มีความโศก ความเศร้า ความหงุดหงิด มีความโลภ ความโกรธ ความหลง สิ่งเหล่านี้ถ้ามันเกิดขึ้นในใจเราแล้วนี่ ถ้าเราไม่เป็นทุกข์ล่ะก็ ไม่ต้องปฏิบัติธรรม แต่ถ้าเรายังเป็นทุกข์กับอาการที่ว่าเหล่านี้แล้ว นั่นล่ะ เราต้องปฏิบัติธรรมแล้ว
ถอดความจาก VCD จิตสดใส แม้กายพิการ
ตอน แนวทางการปฏิบัติธรรม
โดย อ.กำพล ทองบุญนุ่ม
เกิดมาเพื่ออะไรและสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรได้รับ
ควรที่จะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?
และอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด ที่คนเราควรจะได้รับ?
อ.กำพล : คำตอบก็คือ คนเราเกิดเพื่อทำหน้าที่ เกิดมาเพื่อทำหน้าที่ ทำหน้าที่ให้กับตนเอง และก็ทำหน้าที่กับผู้อื่น หน้าที่ของตัวเองก็คือ ปฏิบัติตัวเองให้พ้นจากความทุกข์ คือหน้าที่ที่สำคัญ หน้าที่ต่อมาก็คือ ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นให้เขาหมดปัญหา ให้เขาดับทุกข์ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้นั้นก็คือ ทำที่สุดแห่งความทุกข์ อันนั้นเป็นสิ่งที่สูงสุดของการเกิดมา
ถอดความจาก VCD จิตสดใส แม้กายพิการ
ตอน แนวทางการปฏิบัติธรรม
โดย อ.กำพล ทองบุญนุ่ม
วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
วันขึ้เกียจ
มันเป็นวันที่ฉันขยันโดยเต็มใจ
วันนี้ไม่มีเป้าหมายใดให้ไปถึง
ไม่มีกำหนดการ ตารางเวลาบังคับให้ทำ
ฉันจึงทำทุกการงานด้วยความสนุกสนาน ร่าเริงใจ
ไถ่บอกว่า ในทุกสัปดาห์ควรจัดสรรวันหนึ่งให้เป็นวันขี้เกียจ
ในวันนี้เราจะใช้ชีวิตอย่างมีสติ ดื่มด่ำกับทุกกิจกรรมที่ทำ
ปลูกผัก รดน้ำต้นไม้ เดิน อ่านหนังสือ สนทนากับครอบครัว เพื่อนๆ
ทำทุกอย่างอย่างอ่อนโยนและสบายๆ ผ่อนคลายไร้จุดหมาย
พวกเราทำงานทุกวัน ดูช่างขยันแต่กลับหมดแรง
พลังเหือดหายไปกับการรีบเร่ง วิ่งตามตารางนัดหมาย
แม้กระทั่งวันหยุด เราก็ทำงาน ต้องเที่ยวให้ครบ ทำกิจกรรมให้หมด
เสร็จจากอันนี้ ต้องไปอันนั้น แล้วยังมีเรื่องอื่นๆ อีก
ไม่เหลือพื้นที่ให้ตัวเองและคนรอบข้าง
ขี้เกียจให้เป็น
อ้อยอิ่งกับการทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
เบิกบาน ใส่ใจ จดจ่อกับสิ่งนั้นอย่างเต็มที่
วันขี้เกียจเป็นวันที่ฉันขยัน และเบิกบานใจที่สุด
จากหนังสือ "ดั่งกันและกัน" จากตาสู่ใจ ธรรมะใกล้มือ
สมคิด ชัยจิตวนิช ภาพ
นันทจิตรา อักษร
วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
หยุดปรุง หยุดคิด จิตสงบ ปล่อยว่าง...วางเฉย
ความคิด...เป็นเสมือนต้นตอของชีวิต. ทุกชีวิตมิได้มีความเป็นเอกภาพแห่งตัวเอง. จะต้องตกอยู่ในอิทธิพลของ ความคิด เมื่อความคิดถูกมรรคปัญญาควบคุม. สังขารตัวปรุงก็จะถูกขจัดไป. จะเหลือเพียงเนื้อแท้แห่งความผุดผ่องของความคิดฝ่ายสัมมาทิฐิล้วนๆ.
จงทำความรู้สึกตัวอยู่ทุกขณะ ใช้สติเฝ้ามองดู ความคิด ทุกภาวะที่เกิด. นี่เป็นวิถีทางที่จะรีดกระแสชีวิตของเราให้เรียวบางลงจากการห่อหุ้มของ โมหะ โทสะ โลภะ อันเสมือนเปลือกและกะพี้ของชีวิต ก็จะเหลือแก่นอันกลมกลึงเสลาบริสุทธิ์ล้วนๆ ของชีวิต
เอกภาพแห่งชีวิตจะมีขึ้นก็จะต้องเริ่มจาก ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม (สติ-สัมปชัญญะ) ก่อน. ทำอยู่เสมอๆ เป็นประจำๆ แล้วใช้สติคอยดูความคิดที่เกิดขึ้นเป็นประจำๆ เสมอๆ เช่นกัน...วันแล้ววันเล่า...เดือนแล้วเดือนเล่า, อย่าเบื่อ..... อย่าท้อแท้..... อิดหนาระอาใจ. จงคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเสริมความสมบูรณ์ให้กับชีวิต
จิตคิด เป็น สมุทัย
ผลที่จิตคิด เป็น ทุกข์
จิตหยุดคิด เป็น มรรค
ผลที่จิตหยุดคิด เป็น นิโรธ
"จงรู้ทุกอย่างที่จิตรู้.......แต่อย่าติดในรู้นั้น"
"หยุดปรุง หยุดคิด จิตสงบ ปล่อยว่าง.....วางเฉย"
พระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย เป็นผู้มีจิตหยุดคิด (หยุดปรุงแต่ง) แล้วโดยสิ้นเชิง
อาภัสสโรภิกขุ
ว่างอยู่...รู้อยู่
...และเมื่อสังขารถูกทำลายโดยสิ้นเชิงแล้ว. จิตก็จะโปร่งเบา...ว่าง...สงบ มีแต่ รู้ แจ่มจรัสเจิดจ้าอยู่ ในภายใน. จิตในสภาวะดังกล่าว, จะว่างจากความผูกยึด เป็นตัวเป็นตน...ไม่มีใครทุกข์...ใครสุข, ไม่มีใครเจ็บ ใครตาย,...ไม่มีใครได้ ใครเสีย. แม้แต่ตัวสติ-ปัญญา หรือสัมมาทิฐิใดๆ....ไม่มีทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำใดๆทั้งสิ้น. มีแต่ว่างอยู่...รู้...อยู่ เจิดจรัสสว่างไสวอยู่ในภายในชั่วนิรันดร์......
...จะเข้าถึงสภาวะนี้ได้. จะต้องสร้างทัศนะแห่งความเคยชินในการที่จะย้อน มองข้างใน ให้เป็นปกตินิสัย. แล้วเพียรเฝ้าดู...เฝ้ารู้...เฝ้ารักษาจิตให้ติดต่อ...สืบเนื่อง, ปัดทุกสิ่งที่ผุดโผล่ขึ้นมาทิ้งให้หมด. ไม่ตามคอยวิเคราะห์, วิจัย, วิจารณ์ ใดๆทั้งสิ้น. ไม่ให้ความใส่ใจ หรือสนใจกับพฤติกรรมใดๆ ที่อุบัติขึ้นมาในจิต. ไม่ว่าจะเป็น แสง..สี..เสียง หรือนิมิตวิเศษวิโสใดๆทั้งนั้น. ก็ในเมื่อสภาวะที่แท้จริงของจิตเดิมแท้นั้น, ว่างและบริสุทธิ์. แล้วในความว่างบริสุทธิ์นั้นจะมีพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร? ขอจงจำไว้อย่างประทับใจว่า...จงรู้ทุกอย่างที่จิตรู้ แต่อย่าติดในรู้นั้น.
...การมองย้อนดู ข้างใน เป็นปัจจุบันธรรม. เป็นวิถีทางที่จะนำชีวิต อันสบสน วุ่นวาย, ทุกข์ระทมหม่นหมอง. เข้าสู่กระแสอันสงบ เย็น และปลอดภัย. นั่นคือสภาวะ.....ว่างอยู่...รู้อยู่...!!!
อาภัสสะโร ภิกขุ
วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
นิ้วชี้มิใช่ดวงจันทร์
ทีฆนขะทูลถามพระพุทธองค์ว่า "พระสมณโคดมผู้เจริญ คำสอนของท่านเป็นเช่นไร ลัทธิของท่านมีอะไรบ้าง สำหรับแนวทางของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าปฏิเสธลัทธิและทฤษฎีทั้งปวง ข้าพเจ้าไม่สังกัดกับความเชื่อใด"
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแย้มพระสรวลแล้วตรัสว่า "ท่านสังกัดอยู่กับลัทธิซึ่งไม่เชื่อในลัทธิใด ใช่หรือไม่ ท่านเชื่อในอนิสรณวาที อันเป็นลัทธิแห่งความไม่เชื่อ ใช่หรือไม่"
ทีฆนขะถึงกับผงะเล็กน้อย ก่อนทูลตอบ "พระสมณโคดม สิ่งที่เข้าพเจ้าเชื่อหรือไม่เชื่อ มิใช่ประเด็นสำคัญ"
ทรงมีพระพุทธดำรัสอย่างอ่อนโยนว่า "เมื่อบุคคลตกอยู่ในความเชื่อของลัทธิใดลัทธิหนึ่ง เขาย่อมสูญเสียอิสรภาพทั้งหมด เมื่อบุคคลหลงงมงายในลัทธิ เขามักเชื่อว่าลัทธิของเขาเป็นสัจจะเพียงหนึ่งเดียว และลัทธิอื่นทั้งปวงเป็นของเหลวไหล การทะเลาะวิวาทและความขัดแย้งทั้งมวลมักเกิดขึ้นจากทัศนะอันคับแคบนี้ ความขัดแย้งจะขยายกว้างออกไปไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้เวลาอันมีค่าสูญเปล่าไป และบางคราวถึงกับนำไปสู่สงคราม การยึดติดในความคิดเป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงที่สุดที่ขัดขวางหนทางแห่งจิตวิญญาณ การผูกพันธนาการอยู่กับความคิดอันคับแคบ บุคคลย่อมถูกปิดกั้นไว้จนกระทั่งไม่ยอมให้ประตูแห่งสัจจะเปิดเข้ามาได้"
"ตถาคตขอเล่าเรื่องของพ่อหม้ายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งอยู่กับลูกชายวัยห้าขวบของเขา เขาฟูมฟักเลี้ยงดูลูกชายยิ่งกว่าชีวิตของเขาเอง วันหนึ่งเขาออกไปทำธุระ ปล่อยลูกชายไว้ที่บ้านตามลำพัง ในระหว่างที่เขาไม่อยู่บ้านนั้นเอง กลุ่มโจรได้เข้าปล้นและเผาหมู่บ้านทั้งหมด พวกโจรได้ลักพาลูกชายของเขาไปด้วย เมื่อพ่อบ้านหนุ่มกลับมาถึงบ้าน ก็พบซากดำเป็นตอตะโกของเด็กน้อยคนหนึ่งอยู่ข้างบ้านของเขาซึ่งถูกไฟไหม้ และเข้าใจว่านี้เป็นร่างลูกน้อยของเขา เขาเศร้าโศกเสียใจมาก และจัดการฌาปนกิจซากศพนั้นจนเป็นเถ้าถ่าน เพราะเหตุที่เขารักลูกชายมากเหลือเกิน เขาจึงบรรจุเถ้ากระดูกไว้ในถุงไถ้ พาติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง หลังจากนั้นอีกหลายเดือนต่อมา ลูกชายของเขาได้เล็ดลอดหลบหนีพวกโจรออกมาได้ แล้วหาทางกลับบ้าน เจ้าหนูมาถึงบ้านในยามเที่ยงคืนแล้วเคาะประตูเรียก ในขณะนั้นผู้เป็นพ่อกำลังกอดถุงเถ้ากระดูกร่ำไห้อาลัยอาวรณ์อยู่พอดี เขาไม่ยอมเปิดประตูแม้ว่าหนูน้อยจะตะโกนบอกว่าตนเป็นลูกชายของเขา เขาเชื่อว่าลูกชายของเขาตายแล้ว เจ้าเด็กที่กำลังเคาะประตูนั่นคงเป็นเด็กข้างบ้านที่มาล้อเล่นกับความทุกข์โศกของเขา ในที่สุดลูกชายของเขาไม่มีทางเลือก จึงต้องพเนจรจากไป ด้วยเหตุนี้แล พ่อและลูกชายจึงต้องจากกันไปชั่วนิรันดร์"
"เห็นไหม สหาย หากเรายึดติดอยู่กับความเชื่อบางอย่าง แล้วหลงว่าเป็นสัจจะสมบูรณ์ สักวันหนึ่งเราก็จะพบว่าตนเองตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกับพ่อม่ายหนุ่มคนนี้ เมื่อใดที่คิดว่าเราเข้าถึงสัจจะแล้ว เมื่อนั้นเราจะไม่สามารถเปิดใจของเราต้อนรับสัจจะได้ แม้ว่าสัจจะจะมาเคาะเรียกอยู่ที่ประตูก็ตาม"
ทีฆนขะถามว่า "แต่คำสอนของท่านเป็นอย่างไรเล่า หากใครบางคนดำเนินตามคำสอนของท่านแล้ว เขาจะถูกจองจำอยู่ในทัศนะอันคับแคบหรือไม่"
"คำสอนของตถาคตมิใช่คัมภีร์หรือปรัชญา ทั้งมิใช่เป็นผลจากความคิด หรือการอนุมานเหมือนกับปรัชญาทั้งหลาย ซึ่งมักจะพอใจกับความคิดที่ว่าแก่นมูลฐานของจักรวาลคือไฟ น้ำ ดิน ลม และวิญญาณ หรือมิฉะนั้นก็ติดอยู่กับความคิดที่ว่าจักรวาลมีขอบเขตจำกัดหรือไม่มีขอบเขตจำกัด จักรวาลเที่ยงหรือไม่เที่ยง การอนุมานและความคิดที่เกี่ยวกับความจริงก็เป็นเสมือนฝูงมดที่ไต่ไปรอบๆ ขอบชาม พวกมันไม่ได้เดินไปถึงไหนเลย คำสอนของตถาคตไม่ใช่ปรัชญา หากเป็นผลจากประสบการณ์โดยตรง สิ่งต่างๆ ที่ตถาคตพูดล้วนมาจากประสบการณ์ของตถาคตเอง ท่านสามารถประจักษ์ในสิ่งเหล่านี้ด้วยประสบการณ์ของท่านเอง ตถาคตสอนว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงย่อมไม่เที่ยงและไม่มีตัวตน นี้เป็นสิ่งที่ตถาคตเรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรงของตถาคตเอง ท่านก็สามารถเรียนรู้สิ่งนี้ได้เช่นกัน ตถาคตสอนว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงย่อมเกิดขึ้น พัฒนาและดับไป ก็เพราะอาศัยปัจจัยอื่นทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีสิ่งใดถูกสร้างขึ้นมาจากแหล่งกำเนิดเพียงหนึ่งเดียว ตถาคตสัมผัสกับสัจจะนี้ด้วยประสบการณ์โดยตรง เป้าหมายของตถาคตมิใช่อยู่ที่การอธิบายจักรวาล แต่อยู่ที่การช่วยให้ผู้อื่นมีประสบการณ์ตรงกับความจริง ถ้อยคำไม่สามารถอธิบายความจริงได้ มีแต่ประสบการณ์โดยตรงเท่านั้นจึงจะสามารถช่วยให้เราเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของสัจจะ"
ทีฆนขะอุทานขึ้นว่า "มหัศจรรย์หนอ มหัศจรรย์หนอ พระสมณโคดม แต่จะเกิดอะไรขึ้นเล่า หากบุคคลยังเข้าใจว่าคำสอนของท่านก็เป็นลัทธิอย่างหนึ่ง"
พระพุทธองค์ทรงนิ่งไปชั่วขณะหนึ่งแล้วพยักพระพักตร์
"ทีฆนขะ นั่นเป็นคำถามที่ดีมาก คำสอนของตถาคตมิใช่ลัทธิหรือคัมภีร์อย่างนึ่ง แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอาจมีบางคนที่หลงเข้าใจผิดเช่นนั้น ตถาคตต้องกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า คำสอนของตถาคตเป็นวิธีการอย่างหนึ่งในการบรรลุถึงความจริง แต่มิใช่เป็นตัวความจริงเอง เช่นเดียวกับนิ้วที่ชี้ไปยังดวงจันทร์ย่อมมิใช่เป็นตัวดวงจันทร์เสียเอง บุคคลผู้ฉลาดย่อมอาศัยนิ้วเป็นเครื่องชี้ให้มองเห็นดวงจันทร์ บุคคลใดเพียงแต่เพ่งมองไปที่นิ้วและเข้าใจผิดว่านิ้วเป็นดวงจันทร์แล้วไซร้ บุคคลนั้นจะไม่มีทางมองเห็นดวงจันทร์ที่แท้จริงได้เลย คำสอนของตถาคตเป็นมรรควิธีแห่งการปฏิบัติ มิใช่เป็นอะไรที่มีไว้สำหรับยึดถือหรือบูชา คำสอนของตถาคตเป็นประดุจพ่วงแพใช้สำหรับข้ามแม่น้ำ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะแบกแพเทิ่งๆ ไป หลังจากที่ข้ามไปยังอีกฝั่งได้แล้ว นั่นคือฝั่งแห่งวิมุตติ"
ทีฆนขะประนมมือขึ้น "ได้โปรดเถิด พระพุทธเจ้าข้า โปรดแสดงให้ข้าพเจ้ารู้วิธีที่จะหลุดพ้นจากทุกข์เวทนาด้วยเถิด"
จากหนังสือ "คือเมฆสีขาว ทางก้าวเก่าแก่ เล่ม๒"วรรณกรรมพุทธประวัติในทัศนะใหม่
ติช นัท ฮันห์ ประพันธ์
วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
รู้อะไรมากแล้ว แต่ยังไม่รู้สึกตัว
ทีนี้ปีนั้นบังเอิญหลวงพ่อเทียนซึ่งผมไม่เคยรู้จัก ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงมาก่อน ท่านจาริกมาที่วัด แล้วได้รับเชิญให้มาเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนาแบบหลวมๆ เพราะตำแหน่งอาจารย์สอนวิปัสสนาไม่ค่อยมีความหมายเท่าไร ส่วนหน้าที่หลักคือผมต้องอบรมพระนิสิตใหม่ร้อยกว่ารูป เมื่อคราวหลวงพ่อสอน พระหนีหมด เหลือสักสิบรูปเท่านั้นเอง พอถึงชั่วโมงผมก็มากันครบทุกครั้ง เพราะว่าเขาเข้าใจภาษาของผมได้ ผมก็ไม่ต่างจากเขาเท่าไร เพราะคนร่วมสมัยร่วมรุ่นก็มีคำถามคล้ายๆกัน ผมเข้าใจดีว่าถามจากอะไร วันหนึ่งหลวงพ่อเข้ามานั่งฟังด้วย ท่านไม่รู้หนังสือหนังหา ผมตอบคำถามนิสิตนักศึกษาเสร็จก็เดินจากห้องประชุม หลวงพ่อท่านดักทางอยู่ หลวงพ่อเรียกผมว่าอาจารย์ ที่จริงท่านบวชไล่ๆกับผม แต่ท่านอายุมากเพราะบวชเมื่ออายุ ๔๘ ปี ท่านถามผมว่า "ที่ท่านอาจารย์พูดเมื่อกี้นี้ดีมาก แต่อยากจะถามสักคำว่า ความรู้ที่พูดนั้นได้มาอย่างไร" ผมตัวเย็นเลย เพราะสงสัยตัวเองอยู่แล้ว
ผมเรียนมาบ้างว่าความรู้มันหลอกลวงได้ จำแล้วคิดขึ้น เดี๋ยวมันก็เออขึ้นมา แต่ขณะนั้นผมตัวชา ตอบไม่ได้ แต่เนื่องจากแววตาของท่านไม่มีอะไร ไม่ได้เกลียด ไม่ได้ยั่วให้โกรธหรือกลัว ท่านคงสังเกตเห็น วันนั้นสี่ทุ่ม เมื่อนักศึกษากลับหมด ท่านมาหา เคาะประตู ในที่สุดท่านพิสูจน์ให้เห็นว่าผมไม่รู้อะไรเลยในเรื่องปรมัตถธรรม รู้คิดอย่างเดียว ตรงนี้แหละที่กระทบ ทำให้ผมตระหนักถึงอารยธรรมของมนุษย์เรา พลังของสมอง หรืออะไรต่างๆที่สามารถสร้างแบบจำลอง สร้างความรู้สึกคล้อยตามที่เราคิดออก เราคิดว่าตัวเองมีอิสระ ที่จริงเป็นของชั่วคราวเท่านั้น ท่านขอด้ายจากผม ผมเข้าใจว่าท่านจะนำไปปะจีวร (โดยวินัยสงฆ์พระต้องมีอัฐบริขาร) ผมดึงมา ท่านใช้มีดโกนตัด แล้วท่านถามผมว่า "เส้นด้ายนี้ถ้าต่ออีกโดยไม่เสียความยาวเป็นไปได้ไหม" ผมบอก "ไม่ได้ เมื่อมันขาดแล้วต่อไม่ติดอีกแล้ว" ท่านบอกว่า "อาจารย์ยังมาไม่ถึงจุดนี้ ยังไม่รู้จักพระพุทธเจ้า"
ขณะนั้นผมงงมาก อะไรก็ไม่รู้ มันอยู่นอกประสบการณ์ของผม ประสบการณ์ของผมคือการใช้สมองคิดและธุดงค์ จะคิดธรรมเรื่องอริยสัจ เรื่องพระนิพพานก็ดี หรือเรื่องของการปล่อยวาง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันก็ให้ความรู้สึกโล่งๆได้ แต่ลองคิดดู เดี๋ยวก็โล่งผ่องใสขึ้นมา ผมก็สงสัย เอ๊ะ ทำไมเดี๋ยวกลับไปกลับมา เดี๋ยวผ่องใส เดี๋ยวกลุ้มอีกแล้ว ตอนนั้นไม่เข้าใจ ยังเข้าใจผิดด้วยซ้ำ ว่าสงสัยเราต้องธุดงค์ให้มากกว่านี้ หรือทำความสงบให้มากกว่านี้ ด้านหลวงพ่อท่านรู้ ท่านบอกว่า "อาจารย์รู้อะไรมากแล้วในด้านปัญญา ด้านนึกคิด แต่ยังขาดอยู่สิ่งหนึ่ง คือยังไม่รู้สึกตัว" คำนี้ผมยังไม่เคยได้ยินเลยตลอดการบวชมาเกือบแปดพรรษา ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยได้ยินใครพูดคำนี้
ยังไม่รู้สึกตัวเองนี่คืออะไร ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่แล้วว่าการภาวนาของเรานั้น เราพะนออะไร คนเรามีมานะอยู่ ทำความสงมต้องพะนอมานะที่เพิ่มพูนอิสมิมานะขึ้น เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ท่านประกาศความล้มเหลวของอิสมิมานะ ผู้ที่สะดุ้งคือพรหม พวกพรหมเต็มไปด้วยมานะ แต่ว่าเป็นความสงบ พรหมโลกเป็นแดนสงบสุดยอด
จากหนังสือ "รุ่งอรุณแห่งความรู้สึกตัว"
โดย เขมานันทะ
ดวงตาแห่งชีวิต
จากปกหลังหนังสือ "ดวงตาแห่งชีวิต"
โดย เขมานันทะ
