...จิต ของปุถุชนทั่วๆไป. จะถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกของอวิชชา เพราะมีปกติชอบที่จะส่งออกไป ข้างนอก. แล้วก็ไปหาก่อหาเกิด หาปรุง หาแต่ง. ด้วยเหตุนี้จิตจึงมืดมัว. เพราะมีสังขารแทรกซ้อนเข้ามา. จิตจึงไม่เห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เพราะญาณทัศนะของจิตถูกปิดกั้น.
...และเมื่อสังขารถูกทำลายโดยสิ้นเชิงแล้ว. จิตก็จะโปร่งเบา...ว่าง...สงบ มีแต่ รู้ แจ่มจรัสเจิดจ้าอยู่ ในภายใน. จิตในสภาวะดังกล่าว, จะว่างจากความผูกยึด เป็นตัวเป็นตน...ไม่มีใครทุกข์...ใครสุข, ไม่มีใครเจ็บ ใครตาย,...ไม่มีใครได้ ใครเสีย. แม้แต่ตัวสติ-ปัญญา หรือสัมมาทิฐิใดๆ....ไม่มีทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำใดๆทั้งสิ้น. มีแต่ว่างอยู่...รู้...อยู่ เจิดจรัสสว่างไสวอยู่ในภายในชั่วนิรันดร์......
...จะเข้าถึงสภาวะนี้ได้. จะต้องสร้างทัศนะแห่งความเคยชินในการที่จะย้อน มองข้างใน ให้เป็นปกตินิสัย. แล้วเพียรเฝ้าดู...เฝ้ารู้...เฝ้ารักษาจิตให้ติดต่อ...สืบเนื่อง, ปัดทุกสิ่งที่ผุดโผล่ขึ้นมาทิ้งให้หมด. ไม่ตามคอยวิเคราะห์, วิจัย, วิจารณ์ ใดๆทั้งสิ้น. ไม่ให้ความใส่ใจ หรือสนใจกับพฤติกรรมใดๆ ที่อุบัติขึ้นมาในจิต. ไม่ว่าจะเป็น แสง..สี..เสียง หรือนิมิตวิเศษวิโสใดๆทั้งนั้น. ก็ในเมื่อสภาวะที่แท้จริงของจิตเดิมแท้นั้น, ว่างและบริสุทธิ์. แล้วในความว่างบริสุทธิ์นั้นจะมีพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร? ขอจงจำไว้อย่างประทับใจว่า...จงรู้ทุกอย่างที่จิตรู้ แต่อย่าติดในรู้นั้น.
...การมองย้อนดู ข้างใน เป็นปัจจุบันธรรม. เป็นวิถีทางที่จะนำชีวิต อันสบสน วุ่นวาย, ทุกข์ระทมหม่นหมอง. เข้าสู่กระแสอันสงบ เย็น และปลอดภัย. นั่นคือสภาวะ.....ว่างอยู่...รู้อยู่...!!!
อาภัสสะโร ภิกขุ
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น