ทีฆนขะทูลถามพระพุทธองค์ว่า "พระสมณโคดมผู้เจริญ คำสอนของท่านเป็นเช่นไร ลัทธิของท่านมีอะไรบ้าง สำหรับแนวทางของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าปฏิเสธลัทธิและทฤษฎีทั้งปวง ข้าพเจ้าไม่สังกัดกับความเชื่อใด"
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแย้มพระสรวลแล้วตรัสว่า "ท่านสังกัดอยู่กับลัทธิซึ่งไม่เชื่อในลัทธิใด ใช่หรือไม่ ท่านเชื่อในอนิสรณวาที อันเป็นลัทธิแห่งความไม่เชื่อ ใช่หรือไม่"
ทีฆนขะถึงกับผงะเล็กน้อย ก่อนทูลตอบ "พระสมณโคดม สิ่งที่เข้าพเจ้าเชื่อหรือไม่เชื่อ มิใช่ประเด็นสำคัญ"
ทรงมีพระพุทธดำรัสอย่างอ่อนโยนว่า "เมื่อบุคคลตกอยู่ในความเชื่อของลัทธิใดลัทธิหนึ่ง เขาย่อมสูญเสียอิสรภาพทั้งหมด เมื่อบุคคลหลงงมงายในลัทธิ เขามักเชื่อว่าลัทธิของเขาเป็นสัจจะเพียงหนึ่งเดียว และลัทธิอื่นทั้งปวงเป็นของเหลวไหล การทะเลาะวิวาทและความขัดแย้งทั้งมวลมักเกิดขึ้นจากทัศนะอันคับแคบนี้ ความขัดแย้งจะขยายกว้างออกไปไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้เวลาอันมีค่าสูญเปล่าไป และบางคราวถึงกับนำไปสู่สงคราม การยึดติดในความคิดเป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงที่สุดที่ขัดขวางหนทางแห่งจิตวิญญาณ การผูกพันธนาการอยู่กับความคิดอันคับแคบ บุคคลย่อมถูกปิดกั้นไว้จนกระทั่งไม่ยอมให้ประตูแห่งสัจจะเปิดเข้ามาได้"
"ตถาคตขอเล่าเรื่องของพ่อหม้ายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งอยู่กับลูกชายวัยห้าขวบของเขา เขาฟูมฟักเลี้ยงดูลูกชายยิ่งกว่าชีวิตของเขาเอง วันหนึ่งเขาออกไปทำธุระ ปล่อยลูกชายไว้ที่บ้านตามลำพัง ในระหว่างที่เขาไม่อยู่บ้านนั้นเอง กลุ่มโจรได้เข้าปล้นและเผาหมู่บ้านทั้งหมด พวกโจรได้ลักพาลูกชายของเขาไปด้วย เมื่อพ่อบ้านหนุ่มกลับมาถึงบ้าน ก็พบซากดำเป็นตอตะโกของเด็กน้อยคนหนึ่งอยู่ข้างบ้านของเขาซึ่งถูกไฟไหม้ และเข้าใจว่านี้เป็นร่างลูกน้อยของเขา เขาเศร้าโศกเสียใจมาก และจัดการฌาปนกิจซากศพนั้นจนเป็นเถ้าถ่าน เพราะเหตุที่เขารักลูกชายมากเหลือเกิน เขาจึงบรรจุเถ้ากระดูกไว้ในถุงไถ้ พาติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง หลังจากนั้นอีกหลายเดือนต่อมา ลูกชายของเขาได้เล็ดลอดหลบหนีพวกโจรออกมาได้ แล้วหาทางกลับบ้าน เจ้าหนูมาถึงบ้านในยามเที่ยงคืนแล้วเคาะประตูเรียก ในขณะนั้นผู้เป็นพ่อกำลังกอดถุงเถ้ากระดูกร่ำไห้อาลัยอาวรณ์อยู่พอดี เขาไม่ยอมเปิดประตูแม้ว่าหนูน้อยจะตะโกนบอกว่าตนเป็นลูกชายของเขา เขาเชื่อว่าลูกชายของเขาตายแล้ว เจ้าเด็กที่กำลังเคาะประตูนั่นคงเป็นเด็กข้างบ้านที่มาล้อเล่นกับความทุกข์โศกของเขา ในที่สุดลูกชายของเขาไม่มีทางเลือก จึงต้องพเนจรจากไป ด้วยเหตุนี้แล พ่อและลูกชายจึงต้องจากกันไปชั่วนิรันดร์"
"เห็นไหม สหาย หากเรายึดติดอยู่กับความเชื่อบางอย่าง แล้วหลงว่าเป็นสัจจะสมบูรณ์ สักวันหนึ่งเราก็จะพบว่าตนเองตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกับพ่อม่ายหนุ่มคนนี้ เมื่อใดที่คิดว่าเราเข้าถึงสัจจะแล้ว เมื่อนั้นเราจะไม่สามารถเปิดใจของเราต้อนรับสัจจะได้ แม้ว่าสัจจะจะมาเคาะเรียกอยู่ที่ประตูก็ตาม"
ทีฆนขะถามว่า "แต่คำสอนของท่านเป็นอย่างไรเล่า หากใครบางคนดำเนินตามคำสอนของท่านแล้ว เขาจะถูกจองจำอยู่ในทัศนะอันคับแคบหรือไม่"
"คำสอนของตถาคตมิใช่คัมภีร์หรือปรัชญา ทั้งมิใช่เป็นผลจากความคิด หรือการอนุมานเหมือนกับปรัชญาทั้งหลาย ซึ่งมักจะพอใจกับความคิดที่ว่าแก่นมูลฐานของจักรวาลคือไฟ น้ำ ดิน ลม และวิญญาณ หรือมิฉะนั้นก็ติดอยู่กับความคิดที่ว่าจักรวาลมีขอบเขตจำกัดหรือไม่มีขอบเขตจำกัด จักรวาลเที่ยงหรือไม่เที่ยง การอนุมานและความคิดที่เกี่ยวกับความจริงก็เป็นเสมือนฝูงมดที่ไต่ไปรอบๆ ขอบชาม พวกมันไม่ได้เดินไปถึงไหนเลย คำสอนของตถาคตไม่ใช่ปรัชญา หากเป็นผลจากประสบการณ์โดยตรง สิ่งต่างๆ ที่ตถาคตพูดล้วนมาจากประสบการณ์ของตถาคตเอง ท่านสามารถประจักษ์ในสิ่งเหล่านี้ด้วยประสบการณ์ของท่านเอง ตถาคตสอนว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงย่อมไม่เที่ยงและไม่มีตัวตน นี้เป็นสิ่งที่ตถาคตเรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรงของตถาคตเอง ท่านก็สามารถเรียนรู้สิ่งนี้ได้เช่นกัน ตถาคตสอนว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงย่อมเกิดขึ้น พัฒนาและดับไป ก็เพราะอาศัยปัจจัยอื่นทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีสิ่งใดถูกสร้างขึ้นมาจากแหล่งกำเนิดเพียงหนึ่งเดียว ตถาคตสัมผัสกับสัจจะนี้ด้วยประสบการณ์โดยตรง เป้าหมายของตถาคตมิใช่อยู่ที่การอธิบายจักรวาล แต่อยู่ที่การช่วยให้ผู้อื่นมีประสบการณ์ตรงกับความจริง ถ้อยคำไม่สามารถอธิบายความจริงได้ มีแต่ประสบการณ์โดยตรงเท่านั้นจึงจะสามารถช่วยให้เราเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของสัจจะ"
ทีฆนขะอุทานขึ้นว่า "มหัศจรรย์หนอ มหัศจรรย์หนอ พระสมณโคดม แต่จะเกิดอะไรขึ้นเล่า หากบุคคลยังเข้าใจว่าคำสอนของท่านก็เป็นลัทธิอย่างหนึ่ง"
พระพุทธองค์ทรงนิ่งไปชั่วขณะหนึ่งแล้วพยักพระพักตร์
"ทีฆนขะ นั่นเป็นคำถามที่ดีมาก คำสอนของตถาคตมิใช่ลัทธิหรือคัมภีร์อย่างนึ่ง แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอาจมีบางคนที่หลงเข้าใจผิดเช่นนั้น ตถาคตต้องกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า คำสอนของตถาคตเป็นวิธีการอย่างหนึ่งในการบรรลุถึงความจริง แต่มิใช่เป็นตัวความจริงเอง เช่นเดียวกับนิ้วที่ชี้ไปยังดวงจันทร์ย่อมมิใช่เป็นตัวดวงจันทร์เสียเอง บุคคลผู้ฉลาดย่อมอาศัยนิ้วเป็นเครื่องชี้ให้มองเห็นดวงจันทร์ บุคคลใดเพียงแต่เพ่งมองไปที่นิ้วและเข้าใจผิดว่านิ้วเป็นดวงจันทร์แล้วไซร้ บุคคลนั้นจะไม่มีทางมองเห็นดวงจันทร์ที่แท้จริงได้เลย คำสอนของตถาคตเป็นมรรควิธีแห่งการปฏิบัติ มิใช่เป็นอะไรที่มีไว้สำหรับยึดถือหรือบูชา คำสอนของตถาคตเป็นประดุจพ่วงแพใช้สำหรับข้ามแม่น้ำ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะแบกแพเทิ่งๆ ไป หลังจากที่ข้ามไปยังอีกฝั่งได้แล้ว นั่นคือฝั่งแห่งวิมุตติ"
ทีฆนขะประนมมือขึ้น "ได้โปรดเถิด พระพุทธเจ้าข้า โปรดแสดงให้ข้าพเจ้ารู้วิธีที่จะหลุดพ้นจากทุกข์เวทนาด้วยเถิด"
จากหนังสือ "คือเมฆสีขาว ทางก้าวเก่าแก่ เล่ม๒"วรรณกรรมพุทธประวัติในทัศนะใหม่
ติช นัท ฮันห์ ประพันธ์

ชอบอ่ะ...
ตอบลบ"นิ้วที่ชี้ไปยังดวงจันทร์ย่อมมิใช่เป็นตัวดวงจันทร์เสียเอง บุคคลผู้ฉลาดย่อมอาศัยนิ้วเป็นเครื่องชี้ให้มองเห็นดวงจันทร์ บุคคลใดเพียงแต่เพ่งมองไปที่นิ้วและเข้าใจผิดว่านิ้วเป็นดวงจันทร์แล้วไซร้ บุคคลนั้นจะไม่มีทางมองเห็นดวงจันทร์ที่แท้จริงได้เลย"