วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

หยุดปรุง หยุดคิด จิตสงบ ปล่อยว่าง...วางเฉย

สติ...เมื่อถูกประกอบให้สมบูรณ์มากขึ้นๆ แล้ว. สติตัวนี้นี่เองจะแผลงเป็น มรรค ปัญญา หรือ ปัญญาญาณ อันทรงพลัง เป็นญาณที่เพียบพร้อมไปด้วย วิชชา คือ ความรอบรู้ เมื่อวิชชาคือความสว่างไสวด้วยปัญญาเกิด อวิชชา คือความหลงโง่งม ความมืดบอดก็จะถูกขับไล่ไปทันที ดังนั้น ความสมบูรณ์แห่งมรรคปัญญามากเพียงใด, ความเข้าใจกฎแห่งชีวิต และการเข้าใจ และรู้จักตัวเองยิ่งมากขึ้นเท่านั้น.

ความคิด...เป็นเสมือนต้นตอของชีวิต. ทุกชีวิตมิได้มีความเป็นเอกภาพแห่งตัวเอง. จะต้องตกอยู่ในอิทธิพลของ ความคิด เมื่อความคิดถูกมรรคปัญญาควบคุม. สังขารตัวปรุงก็จะถูกขจัดไป. จะเหลือเพียงเนื้อแท้แห่งความผุดผ่องของความคิดฝ่ายสัมมาทิฐิล้วนๆ.

จงทำความรู้สึกตัวอยู่ทุกขณะ ใช้สติเฝ้ามองดู ความคิด ทุกภาวะที่เกิด. นี่เป็นวิถีทางที่จะรีดกระแสชีวิตของเราให้เรียวบางลงจากการห่อหุ้มของ โมหะ โทสะ โลภะ อันเสมือนเปลือกและกะพี้ของชีวิต ก็จะเหลือแก่นอันกลมกลึงเสลาบริสุทธิ์ล้วนๆ ของชีวิต

เอกภาพแห่งชีวิตจะมีขึ้นก็จะต้องเริ่มจาก ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม (สติ-สัมปชัญญะ) ก่อน. ทำอยู่เสมอๆ เป็นประจำๆ แล้วใช้สติคอยดูความคิดที่เกิดขึ้นเป็นประจำๆ เสมอๆ เช่นกัน...วันแล้ววันเล่า...เดือนแล้วเดือนเล่า, อย่าเบื่อ..... อย่าท้อแท้..... อิดหนาระอาใจ. จงคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเสริมความสมบูรณ์ให้กับชีวิต

จิตคิด เป็น สมุทัย
ผลที่จิตคิด เป็น ทุกข์
จิตหยุดคิด เป็น มรรค
ผลที่จิตหยุดคิด เป็น นิโรธ

"จงรู้ทุกอย่างที่จิตรู้.......แต่อย่าติดในรู้นั้น"
"หยุดปรุง หยุดคิด จิตสงบ ปล่อยว่าง.....วางเฉย"
พระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย เป็นผู้มีจิตหยุดคิด (หยุดปรุงแต่ง) แล้วโดยสิ้นเชิง

อาภัสสโรภิกขุ

2 ความคิดเห็น: