สติ...เมื่อถูกประกอบให้สมบูรณ์มากขึ้นๆ แล้ว. สติตัวนี้นี่เองจะแผลงเป็น มรรค ปัญญา หรือ ปัญญาญาณ อันทรงพลัง เป็นญาณที่เพียบพร้อมไปด้วย วิชชา คือ ความรอบรู้ เมื่อวิชชาคือความสว่างไสวด้วยปัญญาเกิด อวิชชา คือความหลงโง่งม ความมืดบอดก็จะถูกขับไล่ไปทันที ดังนั้น ความสมบูรณ์แห่งมรรคปัญญามากเพียงใด, ความเข้าใจกฎแห่งชีวิต และการเข้าใจ และรู้จักตัวเองยิ่งมากขึ้นเท่านั้น.
ความคิด...เป็นเสมือนต้นตอของชีวิต. ทุกชีวิตมิได้มีความเป็นเอกภาพแห่งตัวเอง. จะต้องตกอยู่ในอิทธิพลของ ความคิด เมื่อความคิดถูกมรรคปัญญาควบคุม. สังขารตัวปรุงก็จะถูกขจัดไป. จะเหลือเพียงเนื้อแท้แห่งความผุดผ่องของความคิดฝ่ายสัมมาทิฐิล้วนๆ.
จงทำความรู้สึกตัวอยู่ทุกขณะ ใช้สติเฝ้ามองดู ความคิด ทุกภาวะที่เกิด. นี่เป็นวิถีทางที่จะรีดกระแสชีวิตของเราให้เรียวบางลงจากการห่อหุ้มของ โมหะ โทสะ โลภะ อันเสมือนเปลือกและกะพี้ของชีวิต ก็จะเหลือแก่นอันกลมกลึงเสลาบริสุทธิ์ล้วนๆ ของชีวิต
เอกภาพแห่งชีวิตจะมีขึ้นก็จะต้องเริ่มจาก ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม (สติ-สัมปชัญญะ) ก่อน. ทำอยู่เสมอๆ เป็นประจำๆ แล้วใช้สติคอยดูความคิดที่เกิดขึ้นเป็นประจำๆ เสมอๆ เช่นกัน...วันแล้ววันเล่า...เดือนแล้วเดือนเล่า, อย่าเบื่อ..... อย่าท้อแท้..... อิดหนาระอาใจ. จงคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเสริมความสมบูรณ์ให้กับชีวิต
จิตคิด เป็น สมุทัย
ผลที่จิตคิด เป็น ทุกข์
จิตหยุดคิด เป็น มรรค
ผลที่จิตหยุดคิด เป็น นิโรธ
"จงรู้ทุกอย่างที่จิตรู้.......แต่อย่าติดในรู้นั้น"
"หยุดปรุง หยุดคิด จิตสงบ ปล่อยว่าง.....วางเฉย"
พระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย เป็นผู้มีจิตหยุดคิด (หยุดปรุงแต่ง) แล้วโดยสิ้นเชิง
อาภัสสโรภิกขุ
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

อยากให้มีรูปด้วยอ่ะ
ตอบลบรับทราบครับ
ตอบลบ