วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

รู้อะไรมากแล้ว แต่ยังไม่รู้สึกตัว

ตอนนั้นผมเข้าใจว่าผมรู้ธรรมแล้ว แต่ก็สงสัยตัวเองอยู่เรื่อยว่ารู้ระดับไหน มันลวงอยู่ มันว่าเอง เออเอง ตอบเองได้เสร็จ ซึ่งทั้งนี้สัญญามันลวงหลอก เพราะเราไปเรียน ไปจำข้อความในพระไตรปิฎกเข้า อยู่ใกล้อาจารย์ที่เฉลียวฉลาดในทางตอบคำถาม แล้วก็สำคัญตนพลาดไปอย่างนั้น

ทีนี้ปีนั้นบังเอิญหลวงพ่อเทียนซึ่งผมไม่เคยรู้จัก ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงมาก่อน ท่านจาริกมาที่วัด แล้วได้รับเชิญให้มาเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนาแบบหลวมๆ เพราะตำแหน่งอาจารย์สอนวิปัสสนาไม่ค่อยมีความหมายเท่าไร ส่วนหน้าที่หลักคือผมต้องอบรมพระนิสิตใหม่ร้อยกว่ารูป เมื่อคราวหลวงพ่อสอน พระหนีหมด เหลือสักสิบรูปเท่านั้นเอง พอถึงชั่วโมงผมก็มากันครบทุกครั้ง เพราะว่าเขาเข้าใจภาษาของผมได้ ผมก็ไม่ต่างจากเขาเท่าไร เพราะคนร่วมสมัยร่วมรุ่นก็มีคำถามคล้ายๆกัน ผมเข้าใจดีว่าถามจากอะไร วันหนึ่งหลวงพ่อเข้ามานั่งฟังด้วย ท่านไม่รู้หนังสือหนังหา ผมตอบคำถามนิสิตนักศึกษาเสร็จก็เดินจากห้องประชุม หลวงพ่อท่านดักทางอยู่ หลวงพ่อเรียกผมว่าอาจารย์ ที่จริงท่านบวชไล่ๆกับผม แต่ท่านอายุมากเพราะบวชเมื่ออายุ ๔๘ ปี ท่านถามผมว่า "ที่ท่านอาจารย์พูดเมื่อกี้นี้ดีมาก แต่อยากจะถามสักคำว่า ความรู้ที่พูดนั้นได้มาอย่างไร" ผมตัวเย็นเลย เพราะสงสัยตัวเองอยู่แล้ว

ผมเรียนมาบ้างว่าความรู้มันหลอกลวงได้ จำแล้วคิดขึ้น เดี๋ยวมันก็เออขึ้นมา แต่ขณะนั้นผมตัวชา ตอบไม่ได้ แต่เนื่องจากแววตาของท่านไม่มีอะไร ไม่ได้เกลียด ไม่ได้ยั่วให้โกรธหรือกลัว ท่านคงสังเกตเห็น วันนั้นสี่ทุ่ม เมื่อนักศึกษากลับหมด ท่านมาหา เคาะประตู ในที่สุดท่านพิสูจน์ให้เห็นว่าผมไม่รู้อะไรเลยในเรื่องปรมัตถธรรม รู้คิดอย่างเดียว ตรงนี้แหละที่กระทบ ทำให้ผมตระหนักถึงอารยธรรมของมนุษย์เรา พลังของสมอง หรืออะไรต่างๆที่สามารถสร้างแบบจำลอง สร้างความรู้สึกคล้อยตามที่เราคิดออก เราคิดว่าตัวเองมีอิสระ ที่จริงเป็นของชั่วคราวเท่านั้น ท่านขอด้ายจากผม ผมเข้าใจว่าท่านจะนำไปปะจีวร (โดยวินัยสงฆ์พระต้องมีอัฐบริขาร) ผมดึงมา ท่านใช้มีดโกนตัด แล้วท่านถามผมว่า "เส้นด้ายนี้ถ้าต่ออีกโดยไม่เสียความยาวเป็นไปได้ไหม" ผมบอก "ไม่ได้ เมื่อมันขาดแล้วต่อไม่ติดอีกแล้ว" ท่านบอกว่า "อาจารย์ยังมาไม่ถึงจุดนี้ ยังไม่รู้จักพระพุทธเจ้า"

ขณะนั้นผมงงมาก อะไรก็ไม่รู้ มันอยู่นอกประสบการณ์ของผม ประสบการณ์ของผมคือการใช้สมองคิดและธุดงค์ จะคิดธรรมเรื่องอริยสัจ เรื่องพระนิพพานก็ดี หรือเรื่องของการปล่อยวาง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันก็ให้ความรู้สึกโล่งๆได้ แต่ลองคิดดู เดี๋ยวก็โล่งผ่องใสขึ้นมา ผมก็สงสัย เอ๊ะ ทำไมเดี๋ยวกลับไปกลับมา เดี๋ยวผ่องใส เดี๋ยวกลุ้มอีกแล้ว ตอนนั้นไม่เข้าใจ ยังเข้าใจผิดด้วยซ้ำ ว่าสงสัยเราต้องธุดงค์ให้มากกว่านี้ หรือทำความสงบให้มากกว่านี้ ด้านหลวงพ่อท่านรู้ ท่านบอกว่า "อาจารย์รู้อะไรมากแล้วในด้านปัญญา ด้านนึกคิด แต่ยังขาดอยู่สิ่งหนึ่ง คือยังไม่รู้สึกตัว" คำนี้ผมยังไม่เคยได้ยินเลยตลอดการบวชมาเกือบแปดพรรษา ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยได้ยินใครพูดคำนี้

ยังไม่รู้สึกตัวเองนี่คืออะไร ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่แล้วว่าการภาวนาของเรานั้น เราพะนออะไร คนเรามีมานะอยู่ ทำความสงมต้องพะนอมานะที่เพิ่มพูนอิสมิมานะขึ้น เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ท่านประกาศความล้มเหลวของอิสมิมานะ ผู้ที่สะดุ้งคือพรหม พวกพรหมเต็มไปด้วยมานะ แต่ว่าเป็นความสงบ พรหมโลกเป็นแดนสงบสุดยอด

จากหนังสือ "รุ่งอรุณแห่งความรู้สึกตัว"
โดย เขมานันทะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น