วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552
การเจริญสติในชีวิตประจำวัน
คำว่า "ให้ทำอยู่ตลอดเวลานั้น" (คือ) เราทำความรู้สึก ซักผ้า ซักเสื้อ ถูบ้านกวาดบ้าน ล้างถ้วยล้างจาน เขียนหนังสือ หรือซื้อขายก็ได้ เพียงเรามีความรู้สึกเท่านั้น แต่ความรู้สึกอันนี้แหละ มันจะสะสมเอาไว้ทีละเล็กทีละน้อย เหมือนกับเราที่มีขันหรือมีโอ่งน้ำ หรือมีอะไรก็ตามที่มันดี ที่รองรับมันดี ฝนตกลงมา ตกทีละนิด เม็ดฝนเม็ดน้อยๆ ตกลงนานๆ แต่มันเก็บได้ดี น้ำก็เลยเต็มโอ่งเต็มขันขึ้นมา
อันนี้ก็เหมือนกัน เราทำความรู้สึกตัว ยกเท้าไปยกเท้ามา ยกมือไปยกมือมา เรานอนกำมือเหยียดมือ ทำอยู่อย่างนั้นหลับแล้วก็แล้วไป เมื่อนอนตื่นขึ้นมาเราก็ทำไป หลับแล้วก็แล้วไป ท่านสอนอย่างนี้ เรียกว่า ทำบ่อยๆ อันนี้เรียกว่า เป็นการเจริญสติ
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
(พันธ์ อินทผิว)
วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
หนทางยังมีอยู่
พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552
กวีแห่งท้องทะเล
วันต่อมาเหล่าพระภิกษุหยุดสนทนากับชาวประมง พระอานนท์ถามชาวประมงว่ามีความรู้สึกต่อทะเลอย่างไร ชายหาปลามีรูปร่างสูง หน้าตาดี ผิวสีทองเพราะต้องแดด เขากล่าวแก่พระอานนท์ว่า "ข้าพเจ้าชอบหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับท้องทะเล ประการแรก คือ หาดทรายซึ่งลาดเทลงไปทีละน้อยสู่ท้องทะเล ช่วยให้ชาวประมงสามารถเข็นเรือลงน้ำได้สะดวก และวางตาข่ายจับปลาได้ ประการที่ ๒ ท้องทะเลย่อมตั้งอยู่ในที่เดิม ท่านย่อมรู้ดีว่าจะไปหาทะเลได้ที่ไหน ประการที่ ๓ ท้องทะเลย่อมไม่รองรับซากศพ แต่จะซัดพาซากศพเหล่านั้นให้กลับคืนสู่ฝั่ง ประการที่ ๔ ท้องทะเลสามารถรองรับแม่น้ำทุกสาย เช่น คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู และมหิ แม่น้ำทุกสายล้วนไหลลงสู่ท้องทะเล แล้วสละทิ้งชื่อเดิมของตนเพื่อรับเอาชื่อแห่งท้องทะเลอันเดียวกัน ประการที่ ๕ แม่น้ำไหลลงสู่ท้องทะเลตลอดทั้งวันทั้งคืน แต่ระดับน้ำในทะเลยังคงเท่าเดิม ประการที่ ๖ ท้องทะเลมีรสเค็มเสมอ ประการที่ ๗ ท้องทะเลมีปะการังสวยงาม มีไข่มุกเม็ดใหญ่ และศิลามณีล้ำค่ามากมาย ประการที่ ๘ ท้องทะเลเป็นที่พักอาศัยของสิ่งมีชีวิตนับพัน ตั้งแต่สัตว์ใหญ่มหึมาขนาดยาวหลายร้อยฟุตลงไปจนถึงขนาดเล็กกว่ารูเข็มหรือฝุ่นละอองหนึ่ง พระเถระ ข้าพเจ้าคิดว่าท่านคงเห็นแล้วว่า ข้าพเจ้ารักท้องทะเลเพียงใด"
พระอานนท์ มองชายหาปลาด้วยความชื่นชม แม้เขาเป็นชาวประมงสามัญคนหนึ่ง แต่เขาก็เอ่ยถ้อยคำดั่งกวีคนหนึ่ง พระอานนท์หันไปทางพระบรมศาสดาพร้อมกับกราบทูลขึ้นว่า "ชายผู้นี้กล่าวสรรเสริญท้องทะเลได้บรรเจิดยิ่งนัก เขารักทะเลอย่างเดียวกับที่ข้าพเจ้ารักโพธิมรรค ขอให้พวกเราสดับฟังคำสอนของพระองค์มากกว่านี้เถิด"
พระบรมศาสดาทรงแย้มพระสรวล ทรงชี้ไปที่หมู่หินก้อนใหญ่พลางตรัสว่า "จงขึ้นไปนั่งบนก้อนศิลาเหล่านั้นสิ ขณะที่ตถาคตแสดงคุณลักษณะพิเศษของธรรมอันเป็นเครื่องตรัสรู้"
หมู่สงฆ์รวมทั้งชาวประมงปฏิบัติตามคำของพระบรมศาสดา เมื่อทุกคนนั่งลงแล้ว พระพุทธองค์ทรงเริ่มแสดงธรรม "เพื่อนชาวประมงของเราได้แสดงคุณลักษณะพิเศษของทะเลไว้ ๘ ประการ บัดนี้ตถาคตจักได้แสดงคุณลักษณะพิเศษ ๘ ประการของมรรควิถีแห่งการตรัสรู้ ประการแรก พระธรรมย่อมไม่ต่างจากท้องทะเล ซึ่งมีชายหาดลาดลงไปโดยลำดับ อันช่วยให้ชาวประมงชักลากลงสู่ทะเล หรือวางข่ายดักอวนในทะเลได้สะดวก ในแง่ของคำสอน ทุกๆ คนสามารถประสบความสำเร็จก้าวหน้าได้จากง่ายสู่ยาก จากต่ำขึ้นสูง จากระดับพื้นผิวสู่ระดับลึกซึ้ง ธรรมะใหญ่เพียงพอที่จะบรรจุทุกๆ สิ่ง ทุกคนสามารถเข้าสู่มรรค ไม่ว่าจะเป็นผู้เยาว์ หรือผู้สูงอายุ ผู้มีการศึกษา หรือผู้ไร้การศึกษา ทุกคนล้วนสามารถแสวงหาวิธีการที่เหมาะสมกับความต้องการส่วนตัวของเขาหรือเธอ
"ประการที่ ๒ ธรรมะก็ดุจเดียวกับท้องทะเล คือตั้งอยู่ในหลักแหล่งเดิม หลักคำสอนย่อมไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ศีลได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมาอย่างชัดเจน ธรรมะที่แท้ย่อมดำรงอยู่ตราบเท่าที่คนยังศึกษาและปฏิบัติตามหลักคำสอนและศีล วินัย ธรรมะย่อมไม่มีวันเสื่อมสูญ หรือเปลี่ยนย้ายที่ตั้ง
"ประการที่ ๓ เฉกเช่นเดียวกับท้องทะเลที่ไม่อุ้มซากศพเอาไว้ ธรรมะก็ไม่มีที่อาศัยให้แก่อวิชชา ความเกียจคร้าน หรือการทุศีล ผู้ใดก็ตามที่ไม่เพียรปฏิบัติธรรมแล้ว ในที่สุดจะพบว่าเขาไม่อาจอยู่ในหมู่สงฆ์ได้อีกต่อไป
"ประการที่ ๔ เฉกเช่นเดียวกับที่ท้องทะเลรองรับแม่น้ำทุกสายเสมอหน้ากัน ธรรมะย่อมต้อนรับบุคคลจากทุกชนชั้นวรรณะอย่างเท่าเทียมกัน และเฉกเช่นเดียวกับแม่น้ำที่ไหลลงสู่ทะเล แล้วทิ้งชื่อของพวกตนไว้เบื้องหลัง ผู้เข้าสู่อริยมรรคย่อมละทิ้งวรรณะ โคตรตระกูลและตำแหน่งฐานะไว้เบื้องหลังเพื่อน้อมรับสมณฉายา
"ประการที่ ๕ เฉกเช่นเดียวกับที่ระดับน้ำในทะเลอยู่คงที่เสมอ ธรรมะก็อยู่ในระดับคงที่เสมอไม่ว่าจะมีผู้ศรัทธามากหรือน้อยเพียงได เราไม่อาจวัดคุณค่าของธรรมะด้วยจำนวนของผู้ศรัทธา
"ประการที่ ๖ เฉกเช่นเดียวกับที่ทะเลมีรสเค็มอยู่เสมอ ธรรมะก็มีเพียงรสเดียว นั่นคือรสแห่งวิมุตติภาพ แม้ว่าธรรมะจะแสดงออกในหลากหลายวิธี และมีวิธีปฏิบัติมากมายก็ตาม หากคำสอนใดมิได้นำไปสู่ความหลุดพ้น คำสอนนั้นมิใช่คำสอนที่แท้จริง
"ประการที่ ๗ เฉกเช่นเดียวกับที่ท้องทะเลมีปะการัง ไข่มุกใหญ่ และศิลามณีอันล้ำค่า ธรรมะก็ทรงไว้ซึ่งคำสอนอันลุ่มลึกล้ำค่า ได้แก่ อริยสัจ ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และอริยมรรค ๘
"ประการที่ ๘ เฉกเช่นเดียวกับที่ท้องทะเลเป็นแหล่งพึ่งพิงของสรรพชีวิต ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตนั้นจะเล็กเท่าเม็ดทราย หรือใหญ่ยาวหลายร้อยฟุตก็ตาม ธรรมะก็เป็นที่พึ่งพิงของมวลมนุษย์ไม่ว่าคนพวกนั้นจะเป็นเด็กไร้การศึกษาหรือเป็นผู้ยิ่งใหญ่เช่นพระโพธิสัตว์มีนักศึกษาผู้เป็นศิษย์แห่งธรรมนับจำนวนไม่ถ้วนที่ได้บรรลุโสดาปัตติผล สกิทาคามีผล อนาคามีผล หรืออรหันตผล
"เฉกเช่นเดียวกับท้องทะเล ธรรมะเป็นแหล่งแห่งแรงบันดาลใจและเป็นแหล่งมหาสมบัติอันประมาณค่ามิได้"
พระอานนท์มหาเถระ พนมหัตถ์ขึ้นหันไปทางพระพุทธองค์ พลางกราบทูลว่า "ข้าแต่พระบรมศาสดา พระองค์ทรงเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและยังทรงเป็นกวีด้วย"
จากหนังสือ "คือเมฆสีขาว ทางก้าวเก่าแก่"
โดย ติช นัท ฮันท์
วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552
รู้ตัวแบบลืมตัว ลืมตัวแบบรู้ตัว
ถ้าเราพยายามจะรู้ตัวตลอด ยึดติดกับปัจจุบันขณะ จะอึดอัด ชาวพุทธมักเข้าใจว่า นิพพานเป็นปัจจุบัน แล้วพยายามปฏิบัติเพื่ออยู่ในปัจจุบันขณะ นั่นเป็นความยึดติด นิพพาน ไม่เป็นอดีต ไม่เป็นอนาคต ไม่เป็นแม้แต่ปัจจุบัน แต่ปัจจุบัน เป็นฐานของการภาวนา เราต้องตั้งฐานที่ปัจจุบันขณะก่อน ต้องละแม้แต่ปัจจุบัน เพระฉะนั้น ความรู้สึกตัวของเราต้องเป็นความรู้สึกเบาๆ ท่านคงปฏิเสธไม่ได้ว่า วันที่เราสบายที่สุดคือเราเดินแล้วลืมตัว แต่เราไม่ได้บ้า
รู้ตัวแบบลืมตัว ภาวะเช่นนี้เป็นเป้าหมายหลักของเรา เพราะที่ตรงนี้ กฎธรรมชาติจะทำกิจของการปลดปล่อยเอง สัญชาติญาณของความไม่ประสงค์ทุกข์จะทำงานเอง
เขมานันทะ
วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2552
การฝึกสติกับความดีเลว
เมื่อไรก็ตามที่ความคิดฝ่ายกุศลเกิดขึ้น ก็ให้รับรู้ว่า "ความคิดที่เป็นกุศลเกิดขึ้นแล้ว" และถ้าหากความคิดฝ่ายอกุศลเกิดขึ้น ก็ให้รับรู้ว่า "ความคิดฝ่ายอกุศลเกิดขึ้นแล้ว" อย่าไปเกาะติด หรือพยายามกำจัดมัน ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ชอบมันก็ตาม รับรู้มันเฉยๆ ก็พอ แล้วถ้าหากมันจากไป เธอก็ต้องรู้ว่ามันจากไปแล้ว หากมันยังอยู่เธอก็ต้องรู้ว่ามันยังอยู่ เมื่อใดเธอมีสติถึงขนาดนี้ เมื่อนั้นเธอไม่มีอะไรที่ต้องกลัวอีกต่อไป
ติช นัท ฮันท์
สิ่งที่น่ากลัว
สิ่งที่น่ากลัวกว่าความดำมืดของแสง คือ ความดำมืดของความตาย
สิ่งที่น่ากลัวกว่าความดำมืดของความตาย คือ ความดำมืดของนรกอเวจึ
สิ่งที่น่ากลัวกว่าความดำมืดของนรกอเวจี คือ ความดำมืดของสังสารวัฏแห่งการตายเกิดอันไม่มีที่สิ้นสุด
ดังตฤณ
วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552
พระปุณณะ
พระพุทธองค์ตรัสท้วงว่า "เราได้ทราบว่าถิ่นเกิดของท่าน ยังเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนอยู่มาก ชาวพื้นเมืองถิ่นนั้นมีกิตติศัพท์ว่าเป็นพวกดุร้ายและมีเรื่องขัดแย้งรุนแรง ตถาคตไม่แน่ใจว่าท่านคิดดีแล้วหรือที่จะกลับไปเผยแผ่ธรรมะที่นั่น"
พระปุณณะเถระกราบทูลตอบว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นเพราะเหตุที่ชนชาวถิ่นนั้นยังดุร้าย ป่าเถื่อนนั่นเทียว ข้าพเจ้าจึงประสงค์จะไปเทศนาสั่งสอนธรรม ณ ที่นั้น ข้าพเจ้าอาจสามารถแสดงให้ชนเหล่านั้นเห็นวิถีแห่งเมตตาธรรมและอหิงสธรรม ข้าพเจ้าเชื่อว่าจักได้รับผลสำเร็จ"
"ปุณณะ ท่านจะทำอย่างไร หากชนเหล่านั้นขู่ตะคอกใส่ท่าน"
"ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า นั่นไม่เป็นปัญหาอย่างใดเลย นับว่ายังดีที่คนพวกนั้นยังไม่ขว้างก้อนหินและสิ่งปฏิกูลใส่ข้าพเจ้า"
"ถ้าหากพวกเขาขว้างก้อนหินและสิ่งปฏิกูลใส่ท่านเล่า"
"ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า นั่นไม่เป็นปัญหาอีกนั่นแหละ อย่างน้อยพวกเขายังไม่เฆี่ยนตีข้าพเจ้าด้วยไม้เรียวและไม้ตะพด"
"ถ้าหากพวกเขาตีท่านด้วยไม้เรียวและไม้ตะพดเล่า"
พระปุณณเถระยิ้ม กราบทูลตอบว่า "ข้าพเจ้าก็ยังเห็นว่าพวกเขาอ่อนโยนอยู่ดี เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังไม่ถึงกับฆ่าแกงข้าพเจ้า"
"ปุณณะ หากพวกเขาฆ่าท่านเล่า"
"ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพเจ้าสงสัยยิ่งนักว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ถ้าหากมันเกิดขึ้นจริง ข้าพเจ้าย่อมพิจารณาว่าการตายซึ่งอุทิศเพื่อวิถีแห่งเมตตาธรรมและอหิงสธรรม เป็นความตายที่มีความหมาย ซึ่งช่วยยืนยันคำสอนได้เป็นอย่างดี ทุกคนย่อมต้องตาย ข้าพเจ้ามิได้เสียใจที่จะตายเพื่ออริยมรรค"
พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญพระสาวก "ท่านช่างวิเศษแท้ ปุณณะท่านมีความอาจหาญในการเผยแผ่ธรรมะในนิคมสุนาปรันตะ อันที่จริงตถาคตตั้งกระทู้เหล่านี้ เพียงเป็นประโยชน์แก่ภิกษุทั้งหลายที่ห้อมล้อมอยู่ ณ ที่นี้ ตถาคตไม่มีข้อสงสัยอันใดในความสามารถ และข้อวัตรด้านอหิงสธรรมของท่าน"
วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
บุคคลที่จะต้องปฏิบัติธรรม
อ.กำพล : คำถามข้อนี้เราอย่าไปมองนอกตัว มองตัวเราเป็นสำคัญ คำว่าบุคคลเนี่ย นั่นคือตัวเรา เราดูได้ บุคคลที่จะปฏิบัติธรรมเนี่ย ดูที่ตัวเราก่อน ถ้าหากว่า เกิดความแก่แล้ว ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพราก ถ้าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นกับเราแล้ว เราไม่เป็นทุกข์ล่ะก็ ไม่ต้องปฏิบัติธรรม แต่ถ้าอาการเหล่านี้ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพราก ถ้าเกิดกับตัวเรา ถ้าเราเป็นทุกข์ล่ะก็ เราต้องปฏิบัติธรรม และอีกประการหนึ่ง ถ้าหากว่าเราไม่ได้ดั่งใจหวัง ต้องเป็นไปตามกรรม มีความโศก ความเศร้า ความหงุดหงิด มีความโลภ ความโกรธ ความหลง สิ่งเหล่านี้ถ้ามันเกิดขึ้นในใจเราแล้วนี่ ถ้าเราไม่เป็นทุกข์ล่ะก็ ไม่ต้องปฏิบัติธรรม แต่ถ้าเรายังเป็นทุกข์กับอาการที่ว่าเหล่านี้แล้ว นั่นล่ะ เราต้องปฏิบัติธรรมแล้ว
ถอดความจาก VCD จิตสดใส แม้กายพิการ
ตอน แนวทางการปฏิบัติธรรม
โดย อ.กำพล ทองบุญนุ่ม
เกิดมาเพื่ออะไรและสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรได้รับ
ควรที่จะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?
และอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด ที่คนเราควรจะได้รับ?
อ.กำพล : คำตอบก็คือ คนเราเกิดเพื่อทำหน้าที่ เกิดมาเพื่อทำหน้าที่ ทำหน้าที่ให้กับตนเอง และก็ทำหน้าที่กับผู้อื่น หน้าที่ของตัวเองก็คือ ปฏิบัติตัวเองให้พ้นจากความทุกข์ คือหน้าที่ที่สำคัญ หน้าที่ต่อมาก็คือ ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นให้เขาหมดปัญหา ให้เขาดับทุกข์ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้นั้นก็คือ ทำที่สุดแห่งความทุกข์ อันนั้นเป็นสิ่งที่สูงสุดของการเกิดมา
ถอดความจาก VCD จิตสดใส แม้กายพิการ
ตอน แนวทางการปฏิบัติธรรม
โดย อ.กำพล ทองบุญนุ่ม
วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
วันขึ้เกียจ
มันเป็นวันที่ฉันขยันโดยเต็มใจ
วันนี้ไม่มีเป้าหมายใดให้ไปถึง
ไม่มีกำหนดการ ตารางเวลาบังคับให้ทำ
ฉันจึงทำทุกการงานด้วยความสนุกสนาน ร่าเริงใจ
ไถ่บอกว่า ในทุกสัปดาห์ควรจัดสรรวันหนึ่งให้เป็นวันขี้เกียจ
ในวันนี้เราจะใช้ชีวิตอย่างมีสติ ดื่มด่ำกับทุกกิจกรรมที่ทำ
ปลูกผัก รดน้ำต้นไม้ เดิน อ่านหนังสือ สนทนากับครอบครัว เพื่อนๆ
ทำทุกอย่างอย่างอ่อนโยนและสบายๆ ผ่อนคลายไร้จุดหมาย
พวกเราทำงานทุกวัน ดูช่างขยันแต่กลับหมดแรง
พลังเหือดหายไปกับการรีบเร่ง วิ่งตามตารางนัดหมาย
แม้กระทั่งวันหยุด เราก็ทำงาน ต้องเที่ยวให้ครบ ทำกิจกรรมให้หมด
เสร็จจากอันนี้ ต้องไปอันนั้น แล้วยังมีเรื่องอื่นๆ อีก
ไม่เหลือพื้นที่ให้ตัวเองและคนรอบข้าง
ขี้เกียจให้เป็น
อ้อยอิ่งกับการทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
เบิกบาน ใส่ใจ จดจ่อกับสิ่งนั้นอย่างเต็มที่
วันขี้เกียจเป็นวันที่ฉันขยัน และเบิกบานใจที่สุด
จากหนังสือ "ดั่งกันและกัน" จากตาสู่ใจ ธรรมะใกล้มือ
สมคิด ชัยจิตวนิช ภาพ
นันทจิตรา อักษร
วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
หยุดปรุง หยุดคิด จิตสงบ ปล่อยว่าง...วางเฉย
ความคิด...เป็นเสมือนต้นตอของชีวิต. ทุกชีวิตมิได้มีความเป็นเอกภาพแห่งตัวเอง. จะต้องตกอยู่ในอิทธิพลของ ความคิด เมื่อความคิดถูกมรรคปัญญาควบคุม. สังขารตัวปรุงก็จะถูกขจัดไป. จะเหลือเพียงเนื้อแท้แห่งความผุดผ่องของความคิดฝ่ายสัมมาทิฐิล้วนๆ.
จงทำความรู้สึกตัวอยู่ทุกขณะ ใช้สติเฝ้ามองดู ความคิด ทุกภาวะที่เกิด. นี่เป็นวิถีทางที่จะรีดกระแสชีวิตของเราให้เรียวบางลงจากการห่อหุ้มของ โมหะ โทสะ โลภะ อันเสมือนเปลือกและกะพี้ของชีวิต ก็จะเหลือแก่นอันกลมกลึงเสลาบริสุทธิ์ล้วนๆ ของชีวิต
เอกภาพแห่งชีวิตจะมีขึ้นก็จะต้องเริ่มจาก ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม (สติ-สัมปชัญญะ) ก่อน. ทำอยู่เสมอๆ เป็นประจำๆ แล้วใช้สติคอยดูความคิดที่เกิดขึ้นเป็นประจำๆ เสมอๆ เช่นกัน...วันแล้ววันเล่า...เดือนแล้วเดือนเล่า, อย่าเบื่อ..... อย่าท้อแท้..... อิดหนาระอาใจ. จงคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเสริมความสมบูรณ์ให้กับชีวิต
จิตคิด เป็น สมุทัย
ผลที่จิตคิด เป็น ทุกข์
จิตหยุดคิด เป็น มรรค
ผลที่จิตหยุดคิด เป็น นิโรธ
"จงรู้ทุกอย่างที่จิตรู้.......แต่อย่าติดในรู้นั้น"
"หยุดปรุง หยุดคิด จิตสงบ ปล่อยว่าง.....วางเฉย"
พระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย เป็นผู้มีจิตหยุดคิด (หยุดปรุงแต่ง) แล้วโดยสิ้นเชิง
อาภัสสโรภิกขุ
ว่างอยู่...รู้อยู่
...และเมื่อสังขารถูกทำลายโดยสิ้นเชิงแล้ว. จิตก็จะโปร่งเบา...ว่าง...สงบ มีแต่ รู้ แจ่มจรัสเจิดจ้าอยู่ ในภายใน. จิตในสภาวะดังกล่าว, จะว่างจากความผูกยึด เป็นตัวเป็นตน...ไม่มีใครทุกข์...ใครสุข, ไม่มีใครเจ็บ ใครตาย,...ไม่มีใครได้ ใครเสีย. แม้แต่ตัวสติ-ปัญญา หรือสัมมาทิฐิใดๆ....ไม่มีทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำใดๆทั้งสิ้น. มีแต่ว่างอยู่...รู้...อยู่ เจิดจรัสสว่างไสวอยู่ในภายในชั่วนิรันดร์......
...จะเข้าถึงสภาวะนี้ได้. จะต้องสร้างทัศนะแห่งความเคยชินในการที่จะย้อน มองข้างใน ให้เป็นปกตินิสัย. แล้วเพียรเฝ้าดู...เฝ้ารู้...เฝ้ารักษาจิตให้ติดต่อ...สืบเนื่อง, ปัดทุกสิ่งที่ผุดโผล่ขึ้นมาทิ้งให้หมด. ไม่ตามคอยวิเคราะห์, วิจัย, วิจารณ์ ใดๆทั้งสิ้น. ไม่ให้ความใส่ใจ หรือสนใจกับพฤติกรรมใดๆ ที่อุบัติขึ้นมาในจิต. ไม่ว่าจะเป็น แสง..สี..เสียง หรือนิมิตวิเศษวิโสใดๆทั้งนั้น. ก็ในเมื่อสภาวะที่แท้จริงของจิตเดิมแท้นั้น, ว่างและบริสุทธิ์. แล้วในความว่างบริสุทธิ์นั้นจะมีพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร? ขอจงจำไว้อย่างประทับใจว่า...จงรู้ทุกอย่างที่จิตรู้ แต่อย่าติดในรู้นั้น.
...การมองย้อนดู ข้างใน เป็นปัจจุบันธรรม. เป็นวิถีทางที่จะนำชีวิต อันสบสน วุ่นวาย, ทุกข์ระทมหม่นหมอง. เข้าสู่กระแสอันสงบ เย็น และปลอดภัย. นั่นคือสภาวะ.....ว่างอยู่...รู้อยู่...!!!
อาภัสสะโร ภิกขุ
วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
นิ้วชี้มิใช่ดวงจันทร์
ทีฆนขะทูลถามพระพุทธองค์ว่า "พระสมณโคดมผู้เจริญ คำสอนของท่านเป็นเช่นไร ลัทธิของท่านมีอะไรบ้าง สำหรับแนวทางของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าปฏิเสธลัทธิและทฤษฎีทั้งปวง ข้าพเจ้าไม่สังกัดกับความเชื่อใด"
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแย้มพระสรวลแล้วตรัสว่า "ท่านสังกัดอยู่กับลัทธิซึ่งไม่เชื่อในลัทธิใด ใช่หรือไม่ ท่านเชื่อในอนิสรณวาที อันเป็นลัทธิแห่งความไม่เชื่อ ใช่หรือไม่"
ทีฆนขะถึงกับผงะเล็กน้อย ก่อนทูลตอบ "พระสมณโคดม สิ่งที่เข้าพเจ้าเชื่อหรือไม่เชื่อ มิใช่ประเด็นสำคัญ"
ทรงมีพระพุทธดำรัสอย่างอ่อนโยนว่า "เมื่อบุคคลตกอยู่ในความเชื่อของลัทธิใดลัทธิหนึ่ง เขาย่อมสูญเสียอิสรภาพทั้งหมด เมื่อบุคคลหลงงมงายในลัทธิ เขามักเชื่อว่าลัทธิของเขาเป็นสัจจะเพียงหนึ่งเดียว และลัทธิอื่นทั้งปวงเป็นของเหลวไหล การทะเลาะวิวาทและความขัดแย้งทั้งมวลมักเกิดขึ้นจากทัศนะอันคับแคบนี้ ความขัดแย้งจะขยายกว้างออกไปไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้เวลาอันมีค่าสูญเปล่าไป และบางคราวถึงกับนำไปสู่สงคราม การยึดติดในความคิดเป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงที่สุดที่ขัดขวางหนทางแห่งจิตวิญญาณ การผูกพันธนาการอยู่กับความคิดอันคับแคบ บุคคลย่อมถูกปิดกั้นไว้จนกระทั่งไม่ยอมให้ประตูแห่งสัจจะเปิดเข้ามาได้"
"ตถาคตขอเล่าเรื่องของพ่อหม้ายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งอยู่กับลูกชายวัยห้าขวบของเขา เขาฟูมฟักเลี้ยงดูลูกชายยิ่งกว่าชีวิตของเขาเอง วันหนึ่งเขาออกไปทำธุระ ปล่อยลูกชายไว้ที่บ้านตามลำพัง ในระหว่างที่เขาไม่อยู่บ้านนั้นเอง กลุ่มโจรได้เข้าปล้นและเผาหมู่บ้านทั้งหมด พวกโจรได้ลักพาลูกชายของเขาไปด้วย เมื่อพ่อบ้านหนุ่มกลับมาถึงบ้าน ก็พบซากดำเป็นตอตะโกของเด็กน้อยคนหนึ่งอยู่ข้างบ้านของเขาซึ่งถูกไฟไหม้ และเข้าใจว่านี้เป็นร่างลูกน้อยของเขา เขาเศร้าโศกเสียใจมาก และจัดการฌาปนกิจซากศพนั้นจนเป็นเถ้าถ่าน เพราะเหตุที่เขารักลูกชายมากเหลือเกิน เขาจึงบรรจุเถ้ากระดูกไว้ในถุงไถ้ พาติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง หลังจากนั้นอีกหลายเดือนต่อมา ลูกชายของเขาได้เล็ดลอดหลบหนีพวกโจรออกมาได้ แล้วหาทางกลับบ้าน เจ้าหนูมาถึงบ้านในยามเที่ยงคืนแล้วเคาะประตูเรียก ในขณะนั้นผู้เป็นพ่อกำลังกอดถุงเถ้ากระดูกร่ำไห้อาลัยอาวรณ์อยู่พอดี เขาไม่ยอมเปิดประตูแม้ว่าหนูน้อยจะตะโกนบอกว่าตนเป็นลูกชายของเขา เขาเชื่อว่าลูกชายของเขาตายแล้ว เจ้าเด็กที่กำลังเคาะประตูนั่นคงเป็นเด็กข้างบ้านที่มาล้อเล่นกับความทุกข์โศกของเขา ในที่สุดลูกชายของเขาไม่มีทางเลือก จึงต้องพเนจรจากไป ด้วยเหตุนี้แล พ่อและลูกชายจึงต้องจากกันไปชั่วนิรันดร์"
"เห็นไหม สหาย หากเรายึดติดอยู่กับความเชื่อบางอย่าง แล้วหลงว่าเป็นสัจจะสมบูรณ์ สักวันหนึ่งเราก็จะพบว่าตนเองตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกับพ่อม่ายหนุ่มคนนี้ เมื่อใดที่คิดว่าเราเข้าถึงสัจจะแล้ว เมื่อนั้นเราจะไม่สามารถเปิดใจของเราต้อนรับสัจจะได้ แม้ว่าสัจจะจะมาเคาะเรียกอยู่ที่ประตูก็ตาม"
ทีฆนขะถามว่า "แต่คำสอนของท่านเป็นอย่างไรเล่า หากใครบางคนดำเนินตามคำสอนของท่านแล้ว เขาจะถูกจองจำอยู่ในทัศนะอันคับแคบหรือไม่"
"คำสอนของตถาคตมิใช่คัมภีร์หรือปรัชญา ทั้งมิใช่เป็นผลจากความคิด หรือการอนุมานเหมือนกับปรัชญาทั้งหลาย ซึ่งมักจะพอใจกับความคิดที่ว่าแก่นมูลฐานของจักรวาลคือไฟ น้ำ ดิน ลม และวิญญาณ หรือมิฉะนั้นก็ติดอยู่กับความคิดที่ว่าจักรวาลมีขอบเขตจำกัดหรือไม่มีขอบเขตจำกัด จักรวาลเที่ยงหรือไม่เที่ยง การอนุมานและความคิดที่เกี่ยวกับความจริงก็เป็นเสมือนฝูงมดที่ไต่ไปรอบๆ ขอบชาม พวกมันไม่ได้เดินไปถึงไหนเลย คำสอนของตถาคตไม่ใช่ปรัชญา หากเป็นผลจากประสบการณ์โดยตรง สิ่งต่างๆ ที่ตถาคตพูดล้วนมาจากประสบการณ์ของตถาคตเอง ท่านสามารถประจักษ์ในสิ่งเหล่านี้ด้วยประสบการณ์ของท่านเอง ตถาคตสอนว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงย่อมไม่เที่ยงและไม่มีตัวตน นี้เป็นสิ่งที่ตถาคตเรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรงของตถาคตเอง ท่านก็สามารถเรียนรู้สิ่งนี้ได้เช่นกัน ตถาคตสอนว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงย่อมเกิดขึ้น พัฒนาและดับไป ก็เพราะอาศัยปัจจัยอื่นทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีสิ่งใดถูกสร้างขึ้นมาจากแหล่งกำเนิดเพียงหนึ่งเดียว ตถาคตสัมผัสกับสัจจะนี้ด้วยประสบการณ์โดยตรง เป้าหมายของตถาคตมิใช่อยู่ที่การอธิบายจักรวาล แต่อยู่ที่การช่วยให้ผู้อื่นมีประสบการณ์ตรงกับความจริง ถ้อยคำไม่สามารถอธิบายความจริงได้ มีแต่ประสบการณ์โดยตรงเท่านั้นจึงจะสามารถช่วยให้เราเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของสัจจะ"
ทีฆนขะอุทานขึ้นว่า "มหัศจรรย์หนอ มหัศจรรย์หนอ พระสมณโคดม แต่จะเกิดอะไรขึ้นเล่า หากบุคคลยังเข้าใจว่าคำสอนของท่านก็เป็นลัทธิอย่างหนึ่ง"
พระพุทธองค์ทรงนิ่งไปชั่วขณะหนึ่งแล้วพยักพระพักตร์
"ทีฆนขะ นั่นเป็นคำถามที่ดีมาก คำสอนของตถาคตมิใช่ลัทธิหรือคัมภีร์อย่างนึ่ง แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอาจมีบางคนที่หลงเข้าใจผิดเช่นนั้น ตถาคตต้องกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า คำสอนของตถาคตเป็นวิธีการอย่างหนึ่งในการบรรลุถึงความจริง แต่มิใช่เป็นตัวความจริงเอง เช่นเดียวกับนิ้วที่ชี้ไปยังดวงจันทร์ย่อมมิใช่เป็นตัวดวงจันทร์เสียเอง บุคคลผู้ฉลาดย่อมอาศัยนิ้วเป็นเครื่องชี้ให้มองเห็นดวงจันทร์ บุคคลใดเพียงแต่เพ่งมองไปที่นิ้วและเข้าใจผิดว่านิ้วเป็นดวงจันทร์แล้วไซร้ บุคคลนั้นจะไม่มีทางมองเห็นดวงจันทร์ที่แท้จริงได้เลย คำสอนของตถาคตเป็นมรรควิธีแห่งการปฏิบัติ มิใช่เป็นอะไรที่มีไว้สำหรับยึดถือหรือบูชา คำสอนของตถาคตเป็นประดุจพ่วงแพใช้สำหรับข้ามแม่น้ำ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะแบกแพเทิ่งๆ ไป หลังจากที่ข้ามไปยังอีกฝั่งได้แล้ว นั่นคือฝั่งแห่งวิมุตติ"
ทีฆนขะประนมมือขึ้น "ได้โปรดเถิด พระพุทธเจ้าข้า โปรดแสดงให้ข้าพเจ้ารู้วิธีที่จะหลุดพ้นจากทุกข์เวทนาด้วยเถิด"
จากหนังสือ "คือเมฆสีขาว ทางก้าวเก่าแก่ เล่ม๒"วรรณกรรมพุทธประวัติในทัศนะใหม่
ติช นัท ฮันห์ ประพันธ์
วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
รู้อะไรมากแล้ว แต่ยังไม่รู้สึกตัว
ทีนี้ปีนั้นบังเอิญหลวงพ่อเทียนซึ่งผมไม่เคยรู้จัก ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงมาก่อน ท่านจาริกมาที่วัด แล้วได้รับเชิญให้มาเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนาแบบหลวมๆ เพราะตำแหน่งอาจารย์สอนวิปัสสนาไม่ค่อยมีความหมายเท่าไร ส่วนหน้าที่หลักคือผมต้องอบรมพระนิสิตใหม่ร้อยกว่ารูป เมื่อคราวหลวงพ่อสอน พระหนีหมด เหลือสักสิบรูปเท่านั้นเอง พอถึงชั่วโมงผมก็มากันครบทุกครั้ง เพราะว่าเขาเข้าใจภาษาของผมได้ ผมก็ไม่ต่างจากเขาเท่าไร เพราะคนร่วมสมัยร่วมรุ่นก็มีคำถามคล้ายๆกัน ผมเข้าใจดีว่าถามจากอะไร วันหนึ่งหลวงพ่อเข้ามานั่งฟังด้วย ท่านไม่รู้หนังสือหนังหา ผมตอบคำถามนิสิตนักศึกษาเสร็จก็เดินจากห้องประชุม หลวงพ่อท่านดักทางอยู่ หลวงพ่อเรียกผมว่าอาจารย์ ที่จริงท่านบวชไล่ๆกับผม แต่ท่านอายุมากเพราะบวชเมื่ออายุ ๔๘ ปี ท่านถามผมว่า "ที่ท่านอาจารย์พูดเมื่อกี้นี้ดีมาก แต่อยากจะถามสักคำว่า ความรู้ที่พูดนั้นได้มาอย่างไร" ผมตัวเย็นเลย เพราะสงสัยตัวเองอยู่แล้ว
ผมเรียนมาบ้างว่าความรู้มันหลอกลวงได้ จำแล้วคิดขึ้น เดี๋ยวมันก็เออขึ้นมา แต่ขณะนั้นผมตัวชา ตอบไม่ได้ แต่เนื่องจากแววตาของท่านไม่มีอะไร ไม่ได้เกลียด ไม่ได้ยั่วให้โกรธหรือกลัว ท่านคงสังเกตเห็น วันนั้นสี่ทุ่ม เมื่อนักศึกษากลับหมด ท่านมาหา เคาะประตู ในที่สุดท่านพิสูจน์ให้เห็นว่าผมไม่รู้อะไรเลยในเรื่องปรมัตถธรรม รู้คิดอย่างเดียว ตรงนี้แหละที่กระทบ ทำให้ผมตระหนักถึงอารยธรรมของมนุษย์เรา พลังของสมอง หรืออะไรต่างๆที่สามารถสร้างแบบจำลอง สร้างความรู้สึกคล้อยตามที่เราคิดออก เราคิดว่าตัวเองมีอิสระ ที่จริงเป็นของชั่วคราวเท่านั้น ท่านขอด้ายจากผม ผมเข้าใจว่าท่านจะนำไปปะจีวร (โดยวินัยสงฆ์พระต้องมีอัฐบริขาร) ผมดึงมา ท่านใช้มีดโกนตัด แล้วท่านถามผมว่า "เส้นด้ายนี้ถ้าต่ออีกโดยไม่เสียความยาวเป็นไปได้ไหม" ผมบอก "ไม่ได้ เมื่อมันขาดแล้วต่อไม่ติดอีกแล้ว" ท่านบอกว่า "อาจารย์ยังมาไม่ถึงจุดนี้ ยังไม่รู้จักพระพุทธเจ้า"
ขณะนั้นผมงงมาก อะไรก็ไม่รู้ มันอยู่นอกประสบการณ์ของผม ประสบการณ์ของผมคือการใช้สมองคิดและธุดงค์ จะคิดธรรมเรื่องอริยสัจ เรื่องพระนิพพานก็ดี หรือเรื่องของการปล่อยวาง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันก็ให้ความรู้สึกโล่งๆได้ แต่ลองคิดดู เดี๋ยวก็โล่งผ่องใสขึ้นมา ผมก็สงสัย เอ๊ะ ทำไมเดี๋ยวกลับไปกลับมา เดี๋ยวผ่องใส เดี๋ยวกลุ้มอีกแล้ว ตอนนั้นไม่เข้าใจ ยังเข้าใจผิดด้วยซ้ำ ว่าสงสัยเราต้องธุดงค์ให้มากกว่านี้ หรือทำความสงบให้มากกว่านี้ ด้านหลวงพ่อท่านรู้ ท่านบอกว่า "อาจารย์รู้อะไรมากแล้วในด้านปัญญา ด้านนึกคิด แต่ยังขาดอยู่สิ่งหนึ่ง คือยังไม่รู้สึกตัว" คำนี้ผมยังไม่เคยได้ยินเลยตลอดการบวชมาเกือบแปดพรรษา ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยได้ยินใครพูดคำนี้
ยังไม่รู้สึกตัวเองนี่คืออะไร ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่แล้วว่าการภาวนาของเรานั้น เราพะนออะไร คนเรามีมานะอยู่ ทำความสงมต้องพะนอมานะที่เพิ่มพูนอิสมิมานะขึ้น เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ท่านประกาศความล้มเหลวของอิสมิมานะ ผู้ที่สะดุ้งคือพรหม พวกพรหมเต็มไปด้วยมานะ แต่ว่าเป็นความสงบ พรหมโลกเป็นแดนสงบสุดยอด
จากหนังสือ "รุ่งอรุณแห่งความรู้สึกตัว"
โดย เขมานันทะ
ดวงตาแห่งชีวิต
จากปกหลังหนังสือ "ดวงตาแห่งชีวิต"
โดย เขมานันทะ
วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2552
ส้มแห่งสติ
พระสิทธัตถะทรงแสดงสัญญาณให้พวกเด็กๆ กลับมานั่งในท่าเดิมพลางตรัสว่า "พวกเธอทุกคนเป็นเด็กฉลาด และตถาคตมั่นใจว่าพวกเธอจะสามารถเข้าใจและปฏิบัติสิ่งที่ตถาคตจะแบ่งปันแก่พวกเธอ อริยมรรคที่เราได้ค้นพบนั้นเป็นนของลึกซึ้ง แต่ถ้าหากบุคคลใดก็ตามต้องการปรับเปลี่ยนความคิดและจิตใจของตนแล้ว พวกเขาก็จะสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามได้"
"เมื่อพวกเธอปอกเปลือกผลส้ม เธออาจจะกินผลส้มอย่างมีสติหรือขาดสติก็ได้ การกินผลส้มอย่างมีสตินั้นหมายความว่าอย่างไร เมื่อเธอกำลังกินผลส้ม เธอพึงรู้ว่าเธอกำลังกินผลส้มอยู่ เธอควรสัมผัสกลิ่นหอมและลิ้มรสหวานของผลส้มอย่างเต็มที่ ขณะปอกผลส้ม เธอพึงรู้ว่าเธอกำลังปอกผลส้มอยู่ เมื่อเธอหยิบกลีบส้มใส่ปาก เธอพึงรู้ว่าเธอกำลังหยิบกลีบส้มใส่ปาก เมื่อเธอได้สัมผัสกลิ่นหอมและรสหวานของส้ม เธอพึงรู้ว่าเธอกำลังสัมผัสกลิ่นหอมและลิ้มรสหวานของส้มอยู่ ผลส้มที่นันทพาลาถวายแก่ตถาคตนั้นมี ๙ กลีบ ตถาคตกินส้มแต่ละกลีบอย่างมีสติและได้เห็นคุณค่าความมหัศจรรย์ของส้ม ตถาคตไม่หลงลืมผลส้ม ดังนั้นผลส้มจึงเป็นสิ่งจริงยิ่งสำหรับตถาคต เมื่อผลส้มเป็นสิ่งจริง บุคคลผู้กำลังกินส้มก็เป็นบุคคลจริงด้วย นั่นแหละคือความหมายของการกินส้มอย่างมีสติ"
"นี่แน่ะเด็กๆ การกินส้มอย่างไม่มีสตินั้นหมายความว่าอย่างไร เมื่อเธอกำลังกินส้ม เธอก็ไม่รู้ว่าเธอกำลังกินส้มอยู่ เธอจึงไม่ได้สัมผัสกลิ่นหอมและรสหวานของส้ม เมื่อเธอปอกผลส้ม เธอก็ไม่รู้ว่าเธอกำลังปอกผลส้มอยู่ เมื่อเธอหยิบกลีบส้มเข้าปาก เธอก็ไม่รู้ว่าเธอกำลังหยิบกลีบส้มเข้าปาก เมื่อเธอได้กลิ่นหอมหรือลิ้มรสส้ม เธอก็ไม่รู้ว่าเธอกำลังได้รับกลิ่นหอมและรสหวานของส้มอยู่ เธอไม่สามารถรู้ซึ้งถึงคุณค่าและความมหัศจรรย์ของผลส้ม หากเธอไม่รู้ว่าเธอกำลังกินส้มอยู่ ส้มใบนั้นก็ไม่มีอยู่จริงด้วย ถ้าส้มใบนั้นไม่มีอยู่จริง บุคคลผู้กินส้มก็ไม่มีอยู่จริงด้วย เด็กๆ นั่นคือการกินส้มอย่างไม่มีสติ"
"นี่แน่ะเด็กๆ การกินส้มอย่างมีสติหมายความว่า ขณะกำลังกินส้มนั้น เธอได้สัมผัสกับส้มจริงๆ จิตของเธอมิได้คิดฟุ้งซ่านถึงวันวานหรือพรุ่งนี้ แต่ดำรงอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างเต็มที่ ผลส้มจึงปรากฏอยู่อย่างแท้จริง การอยู่อย่างมีสติหมายถึงการอยู่กับปัจจุบันขณะ ทั้งจิตและกายของเธอดำรงอยู่ ณ ที่นี่และเดี๋ยวนี้เท่านั้น"
"บุคคลผู้ฝีกสติสามารถเห็นสิ่งที่อยู่ในผลส้มซึ่งบุคคลอื่นไม่อาจมองเห็น บุคคลผู้มีสติสามารถเห็นต้นส้ม เห็นดอกส้มบานในฤดูใบไม้ผลิ เห็นแสงอาทิตย์และสายฝนซึ่งหล่อเลี้ยงต้นส้ม เมื่อมองลึกลงไป บุคคลสามารถเห็นสรรพสิ่งซึ่งก่อให้เกิดต้นส้ม เมื่อมองดูต้นส้ม บุคคลผู้ฝึกสติย่อมสามารถมองเห็นความมหัศจรรย์ทั้งมวลของจักรวาล และเห็นความสัมพันธ์กันของสรรพสิ่ง นี่แน่ะเด็กๆ ชีวิตประจำวันของพวกเราเหมือนกับส้มผลหนึ่ง เช่นเดียวกับที่ส้มผลหนึ่งประกอบด้วยหลายกลีบ วันแต่ละวันก็ประกอบด้วย ๒๔ ชั่วโมง ชั่วโมงหนึ่งเหมือนกับส้มกลีบหนึ่ง การใช้ชีวิตทั้ง ๒๔ ชั่วโมงในวันหนึ่งก็เหมือนกับการกินส้มทุกกลีบของส้มผลหนึ่ง หนทางที่ตถาคตค้นพบคือหนทางแห่งการใช้ชีวิตแต่ละชั่วโมงในหนึ่งวันอย่างมีสติ โดยจิตและการดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะตลอดเวลา หนทางที่ตรงกันข้ามคือการดำรงชีวิตอย่างขาดสติ ถ้าหากตถาคตมีชีวิตอย่างขาดสติ ตถาคตจะไม่รู้เลยว่าตถาคตมีชีวิตอยู่ ตถาคตไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์ได้เพราะจิตและกายของตถาคตไม่ได้อยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้"
"ดูกรสุชาดา บุคคลผู้ดำรงชีวิตอย่างมีสติย่อมรู้ว่าตนกำลังคิดอะไร พูดอะไร และทำอะไร บุคคลผู้นั้นย่อมสามารถหลีกเลี่ยงความคิด คำพูด และการกระทำ ที่ก่อความทุกข์แก่ตนเองและผู้อื่น"
ส่วนหนึ่งจากหนังสือ "คือเมฆสีขาว ทางก้าวเก่าแก่"
ประพันธ์โดย ติช นัท ฮันท์
วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552
กุญแจดอกเอก
พบคำสอน หลวงพ่อเทียน อยู่ปกหลังของหนังสือสวดมนต์
จึงจดบันทึกมา
กุญแจดอกเอก
ธรรมชาติแห่งพุทธะในตัวคนแต่ละคน อาจเปรียบได้กับผลไม้แต่ละผลหรือเมล็ดข้าวเปลือก ถ้าหากได้เอาเพาะลงในดินที่ชุ่มเย็น มีเงื่อนไขต่างๆ พอเหมาะ ก็จะงอกขึ้นมาเป็นต้นให้ดอกออกผลได้เช่นกัน ส่วนจะช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่(กับ)สภาพของข้าวเมล็ดนั้นๆ เป็นเหตุปัจจัย
การตรัสรู้เหมือนดอกไม้อาศัยแสงตะวัน เมื่อตะวันส่องแสงมายังพื้นโลก เมื่อความร้อนความเย็นกระทบกันจึงเกิดความอบอุ่น ดอกไม้ก็เลยบานได้ตามต้องการ
พุทธะหรือโพธิจิตนี้ เมื่อได้รับการกระตุ้นจะตื่นขึ้นและผลิบาน จึงเรียกว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ซึ่งมนุษย์ทุกคนไปถึงได้
การเจริญสติอันเป็นฐานของการเจริญสมาธิ เจริญปัญญา จะทำให้ธาตุพุทธะในตัวเราแตกตัวและเบ่งบาน
การรู้สึกตัวนั้นเป็นไม้ขีดไฟ เทียนไขนั้นก็คือ มันคิดเรารู้ เราพยายามจุดสองอย่างนี้ จุดแล้วก็สว่างขึ้นมา มันก็เดินหนีออกจากถ้ำ ไม่เข้าไปอยู่ในถ้ำ ถึงจะต้องเข้าไปอยู่ถ้ำ ก็ต้องไม่ให้มันมืดต่อไป ต้องรู้สึกตัวทันที นี่แหละ คือ การปฏิบัติธรรม
เราจะสร้างโบสถ์สักหลังหนึ่ง ยังไม่เท่าเราพลิกมือขึ้นอย่างนี้ครั้งเดียวแล้วรู้สึกตัว ทำอย่างนี้ดีกว่าสร้างโบสถ์หลังหนึ่ง เพราะอันนี้มันรู้ แต่สร้างโบสถ์มันไม่รู้อะไรเลย
ความรู้สึกตัวเป็นรากเหง้าของบุญ ความไม่รู้เป็นรากเหง้าของบาป การเห็นตัวเราตามที่เป็นจริง คือการเห็นธรรมะ ฉะนั้นการเห็นธรรมะก็คือเห็นในขณะที่เรากำลังทำ กำลังพูด กำลังคิด เห็นอย่างนี้ เห็นธรรมะแท้ๆ ไม่แปรผัน
จากหนังสือ "ปกติ"
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ และสิ่งที่ฝากไว้
วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552
ปฐมบทของการเขียน
แล้วแต่อยากจะเขียนแหละครับ
